[Fic] One Step Closer Part.1

posted on 17 May 2014 13:06 by tiseki in Fiction


 
Part.1 ปิศาจคิมจุนซู
.
.

"กฎของการอยู่ร่วมกันของฉันก็คือ
ข้อ 1 ห้ามตกหลุมรักฉัน
ข้อ 2 ห้ามแตะต้องของของฉัน
ข้อ 3 ห้ามฝ่าฝืนข้อ 1 และข้อ 2 โดยเด็ดขาด
สามข้อง่ายๆ ถ้าทำไม่ได้ก็ออกไปซะ"

คิมจุนซูประกาศกร้าวตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาอยู่ในห้องนี้ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ผมต้องเข้ามาแชร์ห้องกับเขาตามกฎของมหาวิทยาลัย จริงอยู่ที่ผมอาจจะโชคร้ายไปซักหน่อยที่ต้องมาใช้ชีวิตอีก 3 ปีเต็มร่วมกับคนเย็นชาอย่างคิมจุนซู แต่กฎข้อแรกของเขามันไม่ประหลาดไปหน่อยเหรอ? ทำไมผมต้องตกหลุมรักผู้ชายด้วย ยิ่งเป็นคนอย่างคิมจุนซู..ต่อให้เขาเป็นสาวสวย ผมก็ไม่มีทางตกหลุมรักคนไร้มนุษยสัมพันธ์แบบนี้แน่

ห้องของผมและคิมจุนซูถูกจัดอย่างเป็นสัดส่วน เตียงสองเตียงถูกคั่นกลางด้วยโต๊ะอ่านหนังสือตั้งพื้นตัวเขื่องที่จุนซูเอามากั้นไว้ไม่ให้ผมล้ำเส้นพื้นที่ของเขา เตียงของจุนซูอยู่ติดกับผนัง ส่วนเตียงของผมอยู่ใกล้กับชั้นวางของที่จุนซูจัดของของเขาแยกออกมาเป็นสัดส่วนพร้อมป้ายเขียนย้ำว่า "อย่ามายุ่งกับของของฉัน"

ผมเข้ามาอยู่ในห้องนี้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว คิมแจจุง เพื่อนของผมพนันกับเพื่อนในคลาสว่าผมจะอยู่ห้องนั้นได้ไม่เกิน 3 เดือน แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมแทบไม่ได้คุยกับจุนซูเลย หมอนั่นมักจะใส่หูฟังและอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะตัวเดิมทุกครั้งที่ผมเข้ามาในห้อง หรือแม้กระทั่งเวลานอน เขาก็มักจะใส่หูฟังอยู่เสมอ เขาไม่เคยสนใจว่าผมจะทำอะไร ขอเพียงผมไม่แตะต้องของของเขา การมีตัวตนของผมสำหรับเขาแล้วเทียบเท่ากับยุง ตราบใดที่ผมไม่ไปบินวนเวียนใกล้ๆ เขา เขาก็ไม่เอาสเปรย์ฆ่ายุงมาฉัดใส่ผมหรอก เขาอาจจะคิ้วขมวดด้วยความหงุดหงิดบ้างเวลาที่ผมทำอะไรเสียงดัง แต่เขาก็ไม่พูดหรือต่อว่าอะไรผม นอกจากเร่งวอลลุ่มเสียงเพลงให้ดังขึ้นเท่านั้น

ดูๆ แล้วผมก็ไม่เดือดร้อนอะไร คิดซะว่าอยู่คนเดียวในห้องพร้อมกับตุ๊กตาหายใจได้หนึ่งตัวก็แล้วกัน หากเขาเห็นผมเป็นยุง เขาเองก็ไม่ต่างจากมดหรือแมลงในห้องสำหรับผมเหมือนกัน

วันนี้ก็เป็นเหมือนวันอื่นๆ จุนซูนั่งอยู่ที่เดิมตอนที่ผมก้าวเข้ามาในห้องในเวลาเที่ยงคืน หมอนั่นไม่ได้มีอาการรับรู้เกี่ยวกับการมาของผมเช่นเคยจนผมชินชา

ผมวางหนังสือการ์ตูนที่ยืมมาจากแจจุงบนเตียง แล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนชุด ปลายนิ้วมือละเลียดหาเสื้อยืดตัวโปรดที่ใส่นอนประจำ ก่อนจะชะงักลงเพราะเสียงที่เล็ดลอดเข้ามาหยุดความเงียบงัน

"นี่.."

ผมยกคิ้วขึ้น นี่ผมหูแว่วไปรึไงนะ ผมคิดว่ามีคนเรียกผม

"มีพัสดุมาถึงนาย...ไปรับซะ"

จุนซูเพยิดหน้าไปยังใบแจ้งรับพัสดุที่วางไว้ตรงโต๊ะเล็กๆ ข้างเตียงของผม เขาพูดโดยที่ไม่ได้เงยหน้ามามองผมสักนิด

ผมคิ้วขมวดด้วยความแปลกใจ ผมไม่ได้หูฝาด คิมจุนซูผู้เย็นชากำลังพูดกับผม

"พัสดุเหรอ? จากไหน?"

"น่ารำคาญจริง"

ปากร้ายสมกับเป็นคิมจุนซู (=.=)

"ขอบใจนะ" ผมเอื้อมมือไปหยิบใบแจ้งรับพัสดุ

"วันหลังก็หัดอ่านประกาศที่บอร์ดซะบ้าง ผู้จัดการหอจะได้ไม่ต้องมารบเร้า มันทำให้ฉันเดือดร้อน"

"ขอโทษล่ะกันที่ทำให้ลำบาก" ผมพูด

แน่นอนว่าผมรู้สึกขอบคุณที่จุนซูช่วยเหลือผม แต่คำขอโทษนั้น..ผมประชด

"รู้จักขอโทษก็ดี..อย่าทำอะไรเสียงดังล่ะ ฉันจะอ่านหนังสือ"

ผมกัดฟันแน่น หมอนี่มันปิศาจชัดๆ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก อยากตะโกนใส่หน้าชะมัด

"อืม"

ผมมันขี้ขลาด T^T

พอผมอาบน้ำเสร็จ จุนซูก็หลับไปแล้ว (ไหนว่าจะอ่านหนังสือว่ะ?) ผมมองใบแจ้งรับพัสดุที่ไม่มีรอยยับยู่ยี่สักนิดแล้วขยับยิ้มที่มุมปาก ไม่ใช่ว่าหมอนั่นเก็บรักษากระดาษใบนี้เป็นอย่างดีหรอก เขาคงจับที่มุมกระดาษด้วยความรำคาญ แล้วรีบวางมันลงก่อนที่มันจะยับต่างหาก

ผมถอนหายใจ แล้วยักไหล่เล็กน้อย อย่างน้อยหมอนั่นก็ไม่แล้งน้ำใจซะทีเดียว ถึงจะทำไปแบบช่วยไม่ได้ก็เถอะ

ผมปิดไฟแล้วทิ้งตัวลงนอนแนบกับเตียงอุ่น บางทีแจจุงอาจจะชนะพนัน ผมจะอยู่กับเจ้าคนเย็นชาปากร้ายนี่ไปได้อีกซักกี่วันกันนะ


----------------------------------------------------------------------


ผมกับจุนซูเรียนคนละคณะ ผมเรียนสถาปัตยกรรม ส่วนหมอนั่นเรียนเศรษฐศาสตร์ ตึกคณะของเราทั้งสองคนห่างกันมาก ทำให้เราแทบจะไม่ได้เจอกันในชั่วโมงเรียน ยกเว้นวิชาเรียนรวมของทั้งชั้นปี ซึ่งแน่นอน..ผมไม่คิดจะเข้าเรียนอยู่แล้ว ยกเว้นวันที่มีเทสต์ย่อย

ผมไม่เคยเจอจุนซูนอกหอพักเลย ดังนั้นในความทรงจำของผมจึงมีเพียงคิมจุนซูที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะพร้อมหูฟัง และคิมจุนซูที่นอนหลับบนเตียงพร้อมหูฟังเท่านั้น ผมไม่เคยเห็นตอนจุนซูเปลือยกายหลังอาบน้ำหรืออิริยาบทอื่นๆ เพราะกว่าผมจะกลับเข้ามาในห้อง เขาก็อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว พอตอนเช้า เขาก็มักจะออกไปก่อนที่ผมจะตื่นเสมอ

แจจุงบอกว่าจริงๆ แล้วคิมจุนซูเป็นคนลึกลับ เพราะตัวเขาเองก็ไม่เคยพบจุนซูสักครั้งแม้จะอยู่หอพักเดียวกันก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากที่ฟังผมเล่าถึงกฎเหล็ก 3 ข้อของคิมจุนซู หมอนั่นก็เริ่มพนันกับคนอื่นว่าผมจะอยู่ในห้องนั้นได้ไม่นาน

"แกอยู่กับคนเย็นชาอย่างนั้นไม่ได้หรอก แกจะอึดอัดจนอยากฆ่าเขา แต่แกทำไม่ได้ แล้วแกก็จะเผ่นออกมาเอง"

แจจุงบอกผมอย่างนั้น เขาน่าจะไปเป็นหมอดูนะ ผมอยากฆ่าคิมจุนซูจริงๆ แต่สุดท้ายผมก็ทำได้แค่เผ่นมาอยู่ห้องแจจุงทุกที

ผมเล่าเรื่องที่คิมจุนซูพูดกับผมเมื่อคืนให้หมอนั่นฟัง แจจุงเอาแต่หัวเราะ แล้วบอกว่า ดีแค่ไหนที่คิมจุนซูไม่ให้ผมคลานเข่าเข้าไปเอาใบรับพัสดุ ในสายตาของแจจุงนั้น คิมจุนซูคือราชสีห์เจ้าของกรง ส่วนผมเป็นหนูที่มาขออาศัยกรงคุ้มกะลาหัวเพื่อซุกหัวนอนไปวันๆ

"ทำเป็นหัวเราะไปเถอะ วันหลังเปลี่ยนห้องนอนกันบ้างป่ะ แกจะได้รู้ว่าคิมจุนซูน่าสะพรึงขนาดไหน"

"ฉันน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่แกลองนึกดูดิ ขนาดแกเป็นรูมเมทเขา เขายังหวงพื้นที่ส่วนตัวขนาดนั้น ถ้าเกิดวันนึง เขาเห็นฉันเข้ามานอนในห้องแทนแก แกนั่นแหละจะซวย ไม่อยากนึกถึงสภาพศพเลยว่ะ"

ก็จริงของมัน ถ้าจุนซูรู้ว่าผมเอาคนอื่นเข้ามาในห้อง เขาฆ่าผมแน่

"เออ..ว่าแต่คิมจุนซูของแกหน้าตาเป็นยังไงว่ะ แปลกชะมัด ขนาดอยู่ในหอมาเกือบเดือน ฉันยังไม่เคยเห็นคนที่มีท่าทางอย่างที่แกว่าเลยว่ะ"

"อย่าพูดคำว่าคิมจุนซูของฉันได้มั้ย ขนลุก"

"เออๆ นั่นแหละๆ เขาหน้าตายังไงว่ะ เป็นพวกเด็กเนิร์ดอะไรอย่างนี้ป่ะ"

"ก็ไม่นะ หน้าตาธรรมดา ผิวขาวยังกะไม่เคยโดนแสงแดด ตาพยศเหมือนแมว แถมไม่รู้ว่าชาตินี้เคยยิ้มให้ใครรึเปล่า"

"เขาไม่เคยยิ้มเลยเหรอว่ะ"

"แกคิดว่าเขาจะยิ้มให้ฉันรึไง"

"เออเน๊าะ ลืมไป ว่าแต่..ทำไมแกไม่ไปทำเรื่องขอย้ายว่ะ"

"ย้ายได้ก็ดีดิ เทอมนี้ห้องไม่ว่างเลย รอลุ้นเทอมหน้า แต่ถ้าไม่ว่างก็ต้องอยู่จนครบ 3 ปีโน่น หรือไม่ก็ย้ายออก"

"ฮ่าฮ่า เออ สนุกดีว่ะ"

"สนุกตรงไหนว่ะ นี่มันความทุกข์ของเพื่อนนะเว้ย"

"เอาน่า เดี๋ยวแกก็ชิน ฮ่าฮ่า"

แจจุงหัวเราะไม่หยุด ไม่มีใครช่วยผมได้จริงๆ นั่นแหละ แม้จุนซูจะไม่ได้ดูเลวร้ายนักถ้าเทียบพวกเด็กอันธพาล แต่เวลาอยู่ใกล้เขาผมรู้สึกเหมือนโดนดูดความสุขในชีวิตไปหมดสิ้น แล้วจะไม่ให้ผมเครียดได้ยังไงกัน

ผมถอนหายใจเบาๆ เอื้อมมือไปเก็บหนังสือที่วางระเกะระกะ แล้วตะโกนเรียกแจจุงที่กำลังอ่านหนังสือการ์ตูนอย่างสนุกสนาน อีกไม่กี่นาทีจะถึงชั่วโมงเรียนรวมแล้ว บางทีวันนี้แจจุงอาจจะอยากลองโดนดูดวิญญาณแบบผมบ้าง

"ป่ะ...ไปกันเถอะ"

"ไปไหนว่ะ?" แจจุงถาม

"ไปห้องเรียนรวม แกอยากเจอคิมจุนซูไม่ใช่เหรอ"

แจจุงยิ้ม แล้วลุกเก็บของอย่างรวดเร็ว


----------------------------------------------------------------------


ห้องเรียนรวมความจุหนึ่งพันคนเต็มไปด้วยนักศึกษาที่เดินเข้าออกอย่างคึกคัก หลายคนเกาะกลุ่มกันพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ ในขณะที่บางคนก็นั่งอ่านหนังสือหรือฟังเพลงอยู่เพียงลำพังราวกับปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ผมและแจจุงมองสำรวจไปทั่วห้องทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา นาฬิกาข้อมือบอกเวลา 13.50 น. อีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มคลาสแล้ว ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าคนที่ผมมองหาจะต้องอยู่ในห้องนี้อย่างแน่นอน

"ไหนว่ะ คิมจุนซูของแก" แจจุงถามพลางชะเง้อมองสาวๆ ตาเป็นมัน

"บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกว่าคิมจุนซูของฉัน" ผมพูดด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ในขณะที่สายตายังสอดส่องไปทั่วห้อง

"เออๆ นั่นแหละ ว่าแต่ห้องเรียนรวมนี่ก็ดีเหมือนกันนะ สาวๆ คณะสังคมฯนี่แจ่มๆ ทั้งนั้นเลยว่ะ โอ๊ะ!! นั่นดาวคณะเศรษฐศาสตร์ใช่ป่ะ เดินมากับหนุ่มหล่อด้วย โหยยยยย น่ารักว่ะ"

ผมมองตามแจจุงไปยังหญิงสาวในสุดสีชมพูอ่อนที่เดินมาพร้อมกับชายหนุ่มร่างบาง ทั้งสองเดินเคียงคู่กันอย่างสนิทสนม ก่อนจะเดินมาสมทบกับนักศึกษากลุ่มใหญ่อีก 3-4 คน ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วบริเวณที่นั่งด้านหน้าของห้องเรียน

ผมหรี่ตามองหญิงสาว ก่อนจะเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ สิ่งที่ทำให้ผมเกิดอาการเย็นวาบไปทั้งตัวไม่ใช่หญิงสาวน่ารักที่เป็นถึงดาวคณะคนนั้น แต่เป็นชายหนุ่มร่างบางที่เดินคู่มากับหล่อนต่างหาก

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลกำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนทั้งชายทั้งหญิง เขาส่งยิ้มให้เพื่อนสาวแล้วลูบศีรษะหล่อนเบาๆ ก่อนจะหัวเราะเสียงดังเมื่อพบว่ามีเศษข้าวติดที่ศีรษะของเธอ ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ชายอีกคนหนึ่งแล้วกระซิบกระซาบบางอย่างกันโดยที่ไม่มีใครสนใจ ชายคนนั้นตบบ่าร่างบางแล้วยื่นสมุดเลกเชอร์มาให้ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับบทเรียน ในขณะที่สาวๆ ในกลุ่มเดียวก็เริ่มพูดคุยตามประสาผู้หญิงเช่นกัน

ผมจะไม่แปลกใจอะไรเลย เพราะภาพหนุ่มสาวที่พูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานนั้นเป็นภาพที่เห็นจนชินตาอยู่แล้ว ผมจะไม่ยืนตัวชาเหมือนหมีถูกตีหัวแบบนี้ ถ้าชายหนุ่มคนที่ผมจับจ้องนั้นไม่ใช่คิมจุนซู!!!

ผมรู้สึกว่าร่างกายของผมเย็นเฉียบราวกับถูกน้ำแข็งก้อนใหญ่คลุมไปทั่วตัว คิมจุนซูที่ผมเห็นคนนี้คือคนๆ เดียวกับคนเย็นชาปากร้ายที่เป็นรูมเมทของผมจริงๆ น่ะรึ? ผมรู้สึกหนาวสั่นไปทั่วร่างจริงๆ

"เฮ้ย!!! ยูชอน" แจจุงตะโกนเรียกเสียงดังเมื่อเห็นว่าผมยืนแน่นิ่งไปนาน

"มีอะไรว่ะ?"

"เปล่า..ออกจากที่นี่ก่อนที่อาจารย์จะเข้ามาเถอะ ฉันไม่อยากเรียนแล้ว"

"อ้าว..ไหนว่าจะพาฉันมาหาคิมจุนซูไง"

"เวลาป่านนี้แล้ว..หมอนั่นคงโดดเรียนแล้วมั้ง ไปเหอะ เดี๋ยวเผ่นไม่ทัน"

"คนอย่างคิมจุนซูเนี่ยนะจะโดดเรียน ไม่ม๊างงงงง"

"เออน่า..ไปเหอะ เอาไว้จะชี้ให้ดูวันหลัง"

"อะไรของแกว่ะ เออ เออ ไปก็ไป"

แจจุงพูดพลางเดินบ่นกระปอดประแปดตามผมที่เดินจ้ำอ้าวออกจากห้องเรียนด้วยความงงงวย


ยิ้มอย่างนั้นก็เป็น...หัวเราะแบบนั้นก็เป็นนี่นา แต่ทำไมนายไม่ยิ้มแบบนั้น หัวเราะแบบนั้นกับฉันบ้างว่ะ โอ๊ยยยย หงุดหงิด


----------------------------------------------------------------------


ผมเดินอย่างอ่อนแรงจนเหมือนจะคลานกลับมายังห้องพักของตัวเองทั้งๆ ที่ระยะทางระหว่างห้องของผมและห้องของแจจุงห่างกันแค่ 2 ชั้นเท่านั้น (ผมอยู่ชั้น 4 แจจุงอยู่ชั้น 6) แจจุงไล่ผมกลับห้องทันทีที่นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง หมอนั่นบอกว่าได้เวลาที่ซินเดอเรลล่าอย่างผมจะกลับห้องได้แล้ว แต่ผมว่าจริงๆ แล้วหมอนั่นมีนัดคุยโทรศัพท์กับสาวที่จีบไว้ตอนเที่ยงคืนมากกว่าถึงได้รีบไล่ผมกลับห้อง

ผมหยุดยืนหน้าประตูห้อง แล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า ในห้องนั้นคงมีแต่คิมจุนซูผู้แสนเย็นชา ไม่ใช่คิมจุนซูผู้ร่าเริงคนที่ผมเห็นวันนี้แน่ๆ

ผมค่อยๆ หมุนลูกบิดแล้วเปิดประตูเข้าไป แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างเล็กยืนกอดอกสีหน้าบึ้งตึงสุดขีดจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ

"ปาร์คยูชอน!!!"

ผมสะดุ้งเล็กน้อยแล้วดันบานประตูให้ปิดอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นเสียงของจุนซูคงได้ยินไปทั้งหอแน่ๆ

"อะ..."

"ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าทำให้ฉันเดือดร้อน!!"

"ฉันไปทำแบบนั้นเมื่อไหร่กัน?"

"แล้วนั่นอะไร? " จุนซูเผยิดหน้าไปยังกล่องพัสดุสีน้ำตาลกล่องโตที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง

ชิบหายแล้ว...ผมลืมไปรับพัสดุที่ทางบ้านส่งมาให้

"พัสดุนายมาถึงเป็นอาทิตย์แล้ว ฉันไม่ได้ให้ใบรับพัสดุกับนายรึไง? ฉันเป็นคนรับใช้นายรึไง? ทำไมฉันต้องแบกกล่องหนักๆ กล่องนี้มาให้นายด้วย นายโง่เหรอ? ความจำเสื่อมเหรอ? ธุระของตัวเองทำไมไม่รู้จักจำ ห๊า!"

ผมยืนนิ่ง...คราวนี้ผมผิดเต็มประตู

"ขอโทษ..ฉันลืมไปเลย แต่ว่า..นายแค่บอกฉัน ไม่ต้องแบกขึ้นมาก็ได้"

"คิดว่าฉันอยากแบกกล่องโสโครกนี้ขึ้นมารึไง ของข้างในมันจะเน่าอยู่แล้ว ไม่งั้นผู้จัดการหอไม่คะยั้นคะยอให้ฉันเอามาหรอก"

"ให้ผู้จัดการโทรเข้ามือถือฉันก็ได้นี่"

"ฉันไม่ได้มีหน้าที่รับฝากข้อความถึงใคร มันไม่ใช่ธุระ!!"

จุนซูพูดพลางถลึงตาโตใส่ผม ผมกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ผมรู้สึกซาบซึ้งมากที่คิมจุนซูช่วยแบกกล่องพัสดุกล่องโตมาให้ถึงห้อง แต่ถ้อยคำแบบนั้นมันไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ

"ฉันขอโทษละกันที่ทำให้นายลำบาก"

คิมจุนซูถอนหายใจ คิ้วบางยังคงขมวดด้วยความไม่พอใจเช่นเคย ถ้าผู้ชายยิ้มแย้มที่ผมเห็นที่ห้องเรียนวันนี้คือคิมจุนซูตัวจริง หมอนี่ต้องโดนผีบ้านผีเรือนในห้องนี้เข้าสิงแน่ๆ ถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้

"เอาคำขอโทษชุ่ยๆ ของนายกองไว้ตรงนั้นแหละ แล้วก็เอากล่องนี้ไปไว้ไกลๆ จากเตียงฉันด้วย ฉันไม่ชอบกลิ่นลูกพีช"

ร่างเล็กเหลือบตามองกล่องสีน้ำตาลที่วางอยู่ปลายเท้า ก่อนจะหันหลังกลับไป แต่ทว่า..

"นี่!! คิมจุนซู...." ผมเรียกเขา

จุนซูชะงักปลายเท้าก่อนจะหันมามองผมด้วยใบหน้าไม่พอใจสุดขีด

"อย่ามาเรียกฉันว่า 'นี่'!!"

"เออ!! คิมจุนซู นายจะพูดกับฉันดีๆ ไม่ได้รึไง ฉันรู้ว่าฉันผิดที่ลืมไปเอาของ แต่นายก็ไม่ควรพูดแบบนี้กับฉัน ยังไงเราก็เป็นรูมเมทกัน ก็ควรช่วยเหลือกันไม่ใช่เหรอ"

"ทำไมฉันต้องช่วยเหลือนาย รูมเมทแล้วยังไง? นายกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน แค่นอนในห้องเดียวกันมันจะอะไรนักหนา อย่าสำคัญตัวเองไปหน่อยเลย"

"อย่างน้อยเราก็น่าจะเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่เหรอ เราต้องอยู่ด้วยกันอีกตั้ง 3 ปี"

"ฉันไม่ได้อยากเป็นเพื่อนนาย! ถ้ามีปัญหานักก็ย้ายออกไปซะสิ"

"นี่! จุนซู!"

ผมเดินเข้าไปใกล้คิมจุนซูด้วยความโกรธ ผมตัวสูงกว่าจุนซู ทำให้จุนซูเงยหน้ามามองผมด้วยความแปลกใจ แต่แม้เขาจะผงะ ก็ยังสามารถตะโกนโต้ตอบผมในทันที

"ฉันบอกว่าอย่าเรียกฉันว่า 'นี่' !!!"

"จะอะไรก็ช่างเถอะ นี่ จุนซู ฉันถามจริงๆ เถอะ ฉันไปทำอะไรให้นายโกรธแค้นนัก ทำไมนายถึงเกลียดฉันนัก" ผมเดินเข้าหาจุนซูอย่างไม่ลดละ จุนซูยืนนิ่ง ถึงแม้เขาจะไม่ได้ก้าวขาถอยห่างจากผม แต่เขาก็ไม่ได้สบตาผมเช่นกัน

"ฉันไม่ได้เกลียดนาย"

จุนซูตอบชัดเจน สายตานั้นไม่ได้ล้อเล่นเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มองใบหน้าของจุนซูใกล้ขนาดนี้ หมอนี่หน้าตาเป็นอย่างนี้เองเหรอ ดวงตาเรียวเล็ก จมูกโด่งได้รูป แก้มมีเลือดฝาดอย่างคนสุขภาพดี ริมฝีปากสีชมพูจัดอวบอิ่มได้รูป ถึงจะเจ็บใจ แต่ผมก็ยอมรับว่าคิมจุนซูมีใบหน้าที่น่ารักจริงๆ

"ถ้านายไม่ได้เกลียดฉัน แล้วทำไมนายเอาแต่พูดจาร้ายกาจกับฉันล่ะ พูดดีๆ กับฉันไม่ได้รึไง"

"ฉันพูดไม่ดีตรงไหน?"

"ทุกคำ.."

"ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ ถ้านายไม่พอใจก็ย้ายออกไปซะสิ" จุนซูพูดแต่คำเดิมๆ เอะอะก็บอกให้ผมไป หมอนี่ดูถูกผมชะมัด

"ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น นี่ห้องของฉันเหมือนกัน!!"

"งั้นนายมาโวยวายอะไรล่ะ ฉันจะพูดอะไรมันก็เรื่องของฉัน หลีกไป อย่ามาทำตัวเกะกะระรานในห้องนี้"

จุนซูเอี้ยวตัวให้พ้นไหล่ของผมเพื่อจะเดินไปข้างหน้า ผมจึงขยับตัวตามทิศทางที่เขาก้าวเพื่อกั้นไม่ให้เขาเดินหนีไป

"เฮ้ย! จะหาเรื่องกันรึไง ฉันบอกว่าหลีกไปไง" จุนซูตะโกน

"ฉันรู้นะว่านายไม่ได้ทำอย่างนี้กับทุกคน นายยิ้มให้กับคนอื่น แต่กับฉัน..นายเอาแต่ตวาดด้วยความไม่พอใจตลอดเวลา ถ้านายไม่เกลียดฉัน ทำไมเราไม่คุยกันดีๆ บ้างล่ะ"

ร่างเล็กยกคิ้ว ถลึงดวงตาราวกับว่าผมได้พูดความลับบางอย่างออกมา

"ละ..แล้วยังไงล่ะ...ฉันจะยิ้มให้ใครมันก็เรื่องของฉันไม่ใช่รึไง อย่ามาเซ้าซี้ได้มั้ย หลบไป!"

จุนซูเดินผ่านตัวของผมไป แต่ทันใดนั้น ปลายนิ้วของผมก็เผลอไปจับข้อมือของจุนซูโดยไม่รู้ตัว หมอนั่นสะดุ้งสุดตัวแล้วปัดมือผมออกจากข้อมืออย่างรวดเร็ว ใบหน้าของจุนซูซีดเผือด ตัวสั่นเทาราวกับตื่นกลัวอะไรซักอย่าง ผมมองจุนซูที่มองมาด้วยความตกใจเช่นกัน ผมไม่คิดว่าการสัมผัสตัวเขาจะทำให้เขาเป็นแบบนี้

"เอ่อ..จุนซู..ฉัน...."

จุนซูหันหลังแล้วเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็วก่อนที่ผมจะพูดอะไรออกมา เขาปิดประตูเสียงดังแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันหลับมามองเลย

ผมทิ้งตัวลงบนเตียงขณะครุ่นคิดถึงปฎิกิริยาของคิมจุนซูผู้เแสนเย็นชา ปลายแขนที่สะบัดออกไม่ใช่เพราะความรังเกียจแต่เป็นเพราะความกลัว แต่อะไรทำให้หมอนั่นหวาดกลัวขนาดนั้นล่ะ ผมไม่ได้จะต่อยหรือทำร้ายเขาซะหน่อย หรือว่าหมอนั่นจะไม่ชอบให้ใครสัมผัสตัว

แต่เอ๊ะ..ถ้าจำไม่ผิด วันนี้..ตอนที่ผมเห็นจุนซูอยู่กับกลุ่มเพื่อนของเขา เขาก็ยังลูบศีรษะของเพื่อนผู้หญิง แถมเพื่อนผู้ชายของเขาก็ยังมากอดไหล่อย่างสนิมสนมด้วย แต่ทำไมเวลาผมสัมผัสตัวเขา เขาถึงได้หวาดกลัวขนาดนี้ล่ะ

ผมสะบัดหัวด้วยความหงุดหงิด ทำไมทุกอย่างต้องมีผมเป็นข้อยกเว้นอยู่เรื่อย หมอนั่นยิ้มและพูดคุยอย่างสนุกสนานกับเพื่อน แต่กลับทำตัวร้ายกาจกับผม แถมไม่ยอมให้ผมแตะต้องตัวอีกต่างหาก คิมจุนซู..นายเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย


-------------------------------------------------------------

To be continued



กราบสวัสดีทุท่านฮ่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลย ไม่ได้แต่งฟิกนานแล้วด้วย หลายคนอาจจะคิดว่าติ๊กเลิกแต่งฟิกแล้ว ฮ่าฮ่า ยังค่ะยัง แค่ช่วงนี้ตันๆ  คิดพล๊อตไม่ออก เลยดูเหมือนห่างหายจากการแต่งฟิกไป แต่จริงๆ เค้ายังฟินกับยูซูอยู่น๊า >///<


จริงๆ เรื่องนี้แต่งค้างไว้นานพอสมควร แต่เนื่องจากงานหนักมาก เลยหยุดแต่งไปช่วงหนึ่ง ตอนนี้งานค่อนข้างลงตัวแล้ว เลยมีเวลากลับมาแต่งต่อค่ะ ฟิกเรื่องนี้แพลนไว้ว่าจะ(พยายาม)ไม่แต่งให้ยาวมาก จะพยายามให้กระชับ รวบรัด ไม่เวิ่นเว้อ ไม่ซับซ้อน(มาก) เท่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยแต่งแล้ว เพราะเรื่องก่อนๆ ดราม่ามาก แต่งเองเครียดเอง ฮ่าฮ่า ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะคะ

ขอฝากติชมภาษาที่แจจุงคุยกับยูชอนในเรื่องด้วยค่ะ เราพยายามไม่ใช้คำหยาบ(ที่เราพูดในชีวิตประจำวัน)มาใช้ในเรื่อง แม้ว่าถ้าใช้มึงๆ กูๆ จะได้ฟีลลิ่งความเป็นเพื่อนกันมากกว่าก็ตาม แต่ยังรู้สึกแปลกๆ เวลาแต่งให้สองคนนั้นพูดแบบไทยๆ อยู่ดี ฮ่าฮ่า ยังไงฝากทุกคนติชมในเรื่องนี้ด้วยนะคะ

แล้วพบกันใน Part 2 ค่ะ ^^
 
 

Comment

Comment:

Tweet

นั่นดิเป็นกะปาร์คคนเดวด้วยอ๊ะป่าว น่าสงสัยๆ
อย่าให้สงสัยนานนะค่ะติ๊กเด๋วจะปะเคาะประตูห้อง(คราย??)ถาม อิอิ
ถึงมึงกรูมันจะดูหนิดหนมๆ แต่แบบนี้เราว่าโอนะเพื่อนซี้ก้มะเห็นต้องมึงกรูเสมอไปเนอะคะ ^^
ปล. มะมาม่ารักตายเลย 555 

#2 By patongko (58.9.182.97|58.9.182.97) on 2014-05-31 23:00

สนุกจังค่ะยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้ว่าน้องเป็นอะไรกับปาร์คทำไมถึงแสดงออกมาแบบนั้นอยากรู้ๆbig smileส่วนแจกะปาร์คภาษาที่คุยกันก็โอเคนะคะไรเตอร์รอตอนต่อไปขอบคุณนะคะสำหรับฟิคที่สนุกและลุ้นbig smile

#1 By Misaki (49.49.198.158|49.49.198.158) on 2014-05-17 15:28