[Fic] One Step Closer Part.9

posted on 20 Mar 2016 18:41 by tiseki in Fiction


 
 Part.9 อะไรที่เป็นไปไม่ได้ก็คือเป็นไปไม่ได้
.
.
.
ผมยืนพิงผนังสีขาวสะอาดตา ซ้ายมือของผมเป็นประตูสีดำบานใหญ่ที่มีป้ายติดว่า "2303" มือของผมอบอุ่นอยู่ภายใต้กระเป๋าเสื้อโค้ทตัวใหญ่ จิตใจของผมร้อนรุ่ม แต่ก็สงบมากเพียงพอที่จะรอคอยใครบางคนได้นานๆ โดยไม่รู้สึกร้อนรน

ผมมองไปรอบๆ ตัว อพาร์ทเม้นต์แห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบและสะอาดสะอ้านทีเดียว ทั้งๆ ที่เวลานี้น่าจะเป็นเวลาเข้าออกของคนทั่วไปแท้ๆ แต่ที่นี่กลับไม่พลุกพล่าน เกือบหนึ่งชั่วโมงทีผมยืนอยู่ เรียกได้ว่าแทบไม่มีใครผ่านไปผ่านมาเลยนอกจากชายหนุ่มที่อยู่ถัดไปอีก 3 ห้อง และหญิงสาวที่อยู่ห้องริมสุดเท่านั้น ทั้งสองคนมองผมที่ยืนอยู่หน้าห้อง 2303 ผ่านๆ โดยไม่มีท่าทีสอดรู้สอดเห็นหรือหวาดระแวง หากเรียกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมคนรักสันโดษก็คงไม่ผิดนัก

ที่นี่ช่างเหมาะกับคนๆ นั้นเสียจริง...ผมคลี่ยิ้ม...

หน้าปัดนาฬิกาข้อมือบอกเวลาสองทุ่มกว่าๆ อุณหภูมิภายนอกคงเริ่มต่ำลงแล้ว เพราะไอเย็นเริ่มพัดผ่านเข้ามาจนปลายจมูกเริ่มรื้น ผมกำมือแน่นภายใต้กระเป๋าเสื้อ ก้มหน้าซุกกับผ้าพันคอ สายตาไม่ได้มองที่ใดเป็นพิเศษ ใบหูเงี่ยฟังเสียงรอบตัว เผื่อว่าเจ้าของเสียงรองเท้าคนถัดไปจะเป็นเจ้าของห้อง 2303 ที่ผมรอคอย

ไม่นานนัก...จังหวะการเดินที่คุ้นเคยก็ใกล้เข้ามา ผมเบิกตา แล้วเงยหน้าจากผ้าพันคอผืนหนา หันไปสบตาชายหนุ่มใบหน้าสวยหมดจนที่ยืนเบิกตามองผมด้วยความตกใจเช่นกัน

เขาไม่เปลี่ยนไปเลย จุนซูของผมยังคงน่ารักเสมอ ผมสีดำสนิทถูกตัดไล่รับใบหน้าเป็นอย่างดี ริมฝีปากอวบอิ่มดูแดงจัดเพราะอากาศที่เย็นลง แก้มบางมีเลือดฝาดสีชมพูอ่อนๆ อย่างคนสุขภาพดี นิ้วเรียวเล็กที่พ้นแขนเสื้อโค้ทตัวใหญ่มาเล็กน้อยทำให้เขาดูน่าทะนุถนอมยิ่งนัก

"ไง..." ผมเอ่ยสั้นๆ ขณะพยายามระงับอาการตื่นเต้นของตัวเอง

"นาย..." จุนซูยังคงเบิกตาโตขณะเอ่ยเรียกผม เขาเสียงสั่น ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องมาที่ผมไม่กระพริบ

"นายมาทำอะไรที่นี่?" เขาถามผมด้วยน้ำเสียงที่สั่นขึ้นกว่าเดิม แววตาตระหนกในตอนแรกเปลี่ยนเป็นแววตาเกรี้ยวกราดแบบที่ผมคุ้นเคย

"มาหานาย" ผมตอบสั้นๆ

จุนซูเดินเข้ามาหาผม ไม่ใช่สิ เรียกว่าเดินมาที่ประตูน่าจะถูกกว่า ก็ผมน่ะ..ยืนอยู่ข้างประตูห้องของเขานี่นา

"แจจุงสินะ..." ร่างเล็กเอ่ยเบาๆ เขาดูสงบนิ่งมากขึ้นเมื่อคิดออกว่าใครเป็นคนพาผมมาที่นี่

จุนซูไม่พูดอะไรขณะเสียบคีย์การ์ดเข้ากับกล่องรับที่ติดตั้งอยู่หน้าประตู หลังจากที่สัญญาณไฟเป็นสีเขียว เขาก็ปลดล๊อกแล้วผลักประตูเข้าไปด้านใน

"เข้ามาสิ"

"เอ๊ะ!" ผมเผลอส่งเสียงด้วยความแปลกใจ แม้ว่าผมอยากเจอเขามากแค่ไหน แต่ก็ยอมรับว่าเตรียมใจมาอยู่ไม่น้อยว่าอาจจะถูกจุนซูปฎิเสธ หรือหากเลวร้ายที่สุดก็คงถูกไล่ตะเพิดออกจากอพาร์ทเม้นท์ ดังนั้นปฏิกิริยาการตอบรับอันเป็นมิตรแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน

"ถึงไล่ก็คงไม่ไปอยู่ดี ฉะนั้นอยากพูดอะไรก็มาพูดข้างใน จะได้ไม่ส่งเสียงดังน่ารำคาญรบกวนคนอื่น" จุนซูพูดราวกับอ่านใจผมออก

ร่างเล็กเดินนำผมเข้ามาในห้องพักกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวดำ ผมถอดรองเท้าข้างๆ เขาแล้วก้าวเดินตามไปโดยที่ไม่พูดอะไรเช่นกัน

จุนซูวางกระเป๋า ถอดเสื้อโค้ทแล้ววางพาดไว้กับไม้แขวนหกแฉกที่ตั้งอยู่ข้างชั้นวางรองเท้า เขาทำตามลำดับขั้นตอนเหมือนเดิมทุกอย่างจนผมตกใจ ภาพที่ผมเห็นตรงหน้าย้ำเตือนความทรงจำที่ถูกกลบฝังไปนานแสนนานให้กลับมาอีกครั้ง ผมยืนมองคนตัวเล็กทำกิจวัตรอันคุ้นเคยโดยที่ไม่พูดอะไร จนกระทั่งจุนซูหยุดกิจกรรมที่ทำไว้แล้วมองมาที่ผม

"ถอดเสื้อโค้ทสิ"

"เอ๊ะ?" ผมถามด้วยความตกใจ

"นายไม่ร้อนหรือไง"

ผมกระตุกคิ้ว นั่นสินะ ในห้องนี้อากาศอบอุ่นกว่าข้างนอก การที่ผมสวมเสื้อโค้ทคงเป็นการเสียมารยาทเกินไป

"ฉันจะเอาไปแขวนให้" จุนซูผายมือยื่นมาที่ผม

ผมดึงกระเป๋าเป้ออกจากบ่า และถอดเสื้อโค้ทยื่นให้จุนซูอย่างว่าง่าย ร่างเล็กรับเสื้อไปแล้วเดินไปแขวนไว้กับไม้แขวนหกแฉกข้างๆ กับเสื้อของเขา จากนั้นจึงเดินไปที่เค้าท์เตอร์ในครัว โดยไม่ลืมที่จะหันมาบอกให้ผมไปนั่งรอที่โซฟากลางห้อง

ผมทำตามที่เขาบอกโดยไม่พูดอะไร ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจุนซูคิดอะไรอยู่ จุนซูทำกับผมเหมือนคนคุ้นเคยที่เจอกันทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ ราวกับว่าช่วงเวลาที่เราสองคนจากกันนั้นเป็นเพียงความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทั้งที่ผมตั้งใจมาที่นี่ให้จุนซูตกใจแท้ๆ แต่กลับเป็นผมซะเองที่ต้องประหลาดใจกับท่าทีของจุนซูที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย

ไม่นานนักจุนซูก็กลับมาพร้อมชาร้อนๆ สองแก้ว เขาวางถ้วยชาไว้บนโต๊ะ แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเล็กที่อยู่ฝั่งขวาของผม

"ขอบคุณ"

ผมยกชาขึ้นจิบช้าๆ น้ำชาอุ่นพอดีๆ ช่วยให้ผมผ่อนคลายขึ้นได้เยอะเลย

"นายรอมานานแค่ไหนแล้ว" จุนซูเอ่ยถาม

"ก็ซักพัก" ผมตอบสั้นๆ พลางวางแก้วชาบนจานรอง

จุนซูไม่ได้ถามอะไรต่อ ระหว่างเราสองคนมีแต่ความเงียบจนน่าอึดอัด

"เอ่อ....." การเริ่มต้นบทสนทนาไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

"นายเป็นยังไงบ้าง?"

"ก็ดี" จุนซูตอบสั้นๆ

"อพาร์ทเม้นท์สวยดีนะ" ผมพูดพลางมองไปรอบๆ โซฟาสีเข้าชุดกับพรมและผ้าม่าน ทีวีจอใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่ได้เปิดใช้งานมากนัก ห้องครัวเล็กๆ ที่ดูไม่ค่อยเข้ากับคนทำอาหารไม่เป็นอย่างจุนซู กลับมีเครื่องครัวครบครัน

"นายตกแต่งเองเหรอ?"

"เปล่า มีคนช่วยเลือก"

"ใครเหรอ?"

"เข้าเรื่องเถอะ นายมาที่นี่ทำไม?" ในที่สุดจุนซูก็เข้าเรื่องด้วยคำถามที่ชัดเจนและไม่อ้อมค้อม สายตาแกร่งจ้องมองมาอย่างไม่ลดละ แม้ว่าไม่ได้พบกันนานแค่ไหน จุนซูก็ยังคงเป็นจุนซูอยู่วันยังค่ำ ซื่อตรง เข้มแข็ง และเด็ดเดี่ยว และผมก็มักจะพ่ายแพ้ต่อดวงตากร้าวแกร่งของเขาทุกครั้งไป

"ฉัน...รู้เรื่องทุกอย่างแล้ว"

จุนซูขมวดคิ้ว

"แจจุงเล่าให้ฉันฟังหมดทุกอย่างแล้ว"

จุนซูไม่มีสีหน้าตกใจ

"เรื่องอะไร?"

"ทุกเรื่อง"

"...."

"ทั้งเรื่องที่นายออกจากห้อง แล้วก็เรื่องที่นายชอบฉัน..."

ร่างเล็กหน้าบึ้งตึงทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง เขาขบริมฝีปากล่างเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน

"อย่าพูด"

"ทำไมนายไม่บอกฉัน" ผมพูดต่อ

จุนซูเสหน้าไปทิศทางตรงกันข้ามที่ผมนั่ง ใบหูของเขาเริ่มเป็นสีชมพู

"ความรู้สึกของนาย...ทำไมไม่บอกให้ฉันรู้บ้าง ทำไมถึงเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว"

"ถ้านายมาเพื่อจะถามอะไรพวกนี้ล่ะก็กลับไปได้แล้ว ฉันไม่มีคำตอบอะไรให้นายทั้งนั้น"

จุนซูพูดโดยไม่มองหน้าผมอีกครั้ง ถึงเขาจะดึงดันอย่างนั้นก็เถอะ แต่ผมไม่มีวันยอมแพ้หรอก

"ทำไมนายเอาแต่คิดอะไรอยู่คนเดียว แล้วความรู้สึกของฉันล่ะ? ทำไมความรู้สึกของฉันต้องถูกนายตีความผิดๆ ด้วย ทำไมนายไม่ให้ฉันอธิบายบ้าง?"

"ฉันไปตีความความรู้สึกของนายเมื่อไหร่กัน"

"เมื่อไหร่งั้นเหรอ? เมื่อไหร่ล่ะที่นายรักฉัน แล้วก็คิดว่าฉันคงจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ถ้าไม่มีนาย"

จุนซูเงียบไปชั่วครู่

"ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น"

"แล้วนายคิดยังไงกับฉันล่ะ ฉันที่อยู่ตรงหน้านายตอนนี้..นายคิดยังไงกับฉันกันแน่"

"...."

"ฉันอยากได้ยินความจริงจากปากนายนะ จุนซู"

"ความจริงอะไร?"

"ความรู้สึกที่แท้จริงของนายไงล่ะ"

จุนซูขบริมฝีปากแน่น ดวงตาของเขาส่งแสงระยิบระยับสะท้อนโคมไฟดวงเล็กข้างโซฟา

"นายรักฉันใช่ไหม?"

"อย่าพูดคำนั้นออกมา"

"นายรักฉัน"

"อย่า.."

จุนซูกำลังหัวเสีย เขากำมือแน่น ริมฝีปากสั่นระริก

"นายรักฉัน!" ผมตะโกน

"ทำไมนายถึงต้องเก็บมันไว้ ทำไมไม่บอกฉัน นายรักฉันใช่ไหมจุนซู"

"หยุดพูดนะ!!!" จุนซูตะโกนทั้งที่หน้าถอดสีเป็นสีชมพูจัด ดวงตาเลิกลั่กสั่นระริกก่อนจะผลุบหลบสายตาจริงจังของผม

"หยุดพูดได้แล้ว! มันไม่ใช่ความจริงอะไรทั้งนั้น ป่านนี้แล้ว นายจะมาพล่ามให้มันได้อะไรขึ้นมา!"

ผมนับหนึ่งถึงห้าในใจ แม้ท่าทางจะดูเป็นมิตรผิดจากที่คาดไว้ แต่จุนซูก็ยังเป็นจุนซูวันยันค่ำ

ผมนึกย้อนถึงคำพูดของแจจุง "จุนซูอยากให้นายเป็นผู้ชายปกติ เขาโทษตัวเองที่พานายเดินออกจากเส้นทางที่มันควรจะเป็น หมอนั่นรักนายชัดๆ แต่ไม่เคยยอมรับเลย"

ผมไม่เคยสังเกตเลยว่าเขากังวลเรื่องผมมากขนาดนั้น วันที่เราสองคนมีอะไรกัน จุนซูพูดอะไรทำนองนั้นอยู่หลายครั้ง แต่ผมมัวแต่เผลอไผลดื่มด่ำในแรงปรารถนาจนมองไม่เห็นความเจ็บปวดภายในใจของจุนซูเลย

"นายกอดฉันด้วยความรู้สึกแบบไหนกันนะ" "รักฉันบ้างรึเปล่า" ผมถามตัวเองแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ วันที่ไม่มีเขา ผมพร่ำเพ้อเหมือนคนบ้า ก่อนจะทิ้งทุกอย่างเกี่ยวกับจุนซูแล้วเริ่มต้นใหม่โดยการหลอกตัวเองทุกวันว่า "ผมไม่ได้รักจุนซู"

แต่ผมเข้าใจผิด...

การลืมจุนซูไม่ใช่สิ่งง่ายเลย แม้ผมจะออกไปดื่มกับใครต่อใคร สุดท้ายแล้วผมก็เอาแต่เพ้อถึงจุนซู ไม่ใช่ว่าผมไม่พยายามที่จะรักใคร หลายครั้งที่เพื่อนใหม่ทำให้ผมรู้สึกดี แต่มันก็ไม่มากพอที่จะกลายเป็นความรัก ผมพยายามเปิดใจแล้ว แต่สุดท้ายผมก็รู้ว่าการฝืนใจไม่เคยส่งผลดีต่อใคร ผมจะรักใครได้ล่ะในเมื่อใจของผมมีแต่จุนซู

ผมรักจุนซูมาโดยตลอด และรัก...มาจนถึงตอนนี้

ผมรักเขา..แม้ในวันที่ผมไม่ได้คิดถึงเขา ผมรักเขา..แม้ในวันที่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ผมรักเขา..ทั้งที่มันเป็นไปไม่ได้

ผมรักจุนซู

"เพราะว่าฉันรักนายมาตลอด ต่อให้ถูกนายทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันก็ยังรักนาย"

ผมเค้นเสียง การรักจุนซูมีแต่ความเจ็บปวด ความสุขนั้นช่างแสนสั้น ที่เหลือคือความทรมานซ้ำๆ ซากๆ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เคยลืมเขาได้สักวัน ผมรักเขาจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ

"นายคิดว่าฉันไม่พยายามงั้นเหรอ? ตั้งแต่นายทิ้งฉันไป ฉันพยายามทุกๆ วันที่จะลืมนาย พยายามที่จะเกลียดนายแล้วเลิกรักนายซักที ฉันลองแล้ว..จุนซู ฉันลองทุกทางที่จะใช้ชีวิตโดยไม่มีนายแล้ว แต่ฉันก็ทำไม่ได้ บนโลกนี้น่ะ..ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง ก็ไม่มีใครแทนที่นายได้เลย"

จุนซูเสหน้าไปทางอื่น เขายังคงหลบตาผมโดยไม่พูดอะไร

"นายจะให้ฉันทำยังไง..จุนซู ถ้าเส้นทางที่ถูกต้องคือเส้นทางที่ไม่มีนาย ฉันยอมทำบาปไปพร้อมกับคนที่ฉันรักซะยังดีกว่า"

"...."

"อย่าหนีอีกต่อไปเลยนะ อย่าปฏิเสธฉัน ฉันไม่ต้องการความหวังดีของนาย ฉันแค่อยากได้ความรู้สึกที่แท้จริงของนายเท่านั้น ขอร้องล่ะ จุนซู ถ้านายรักฉัน...."

"ฉันไม่ได้รักนาย"

จุนซูพูดขัดก่อนที่ผมจะพูดจบ ร่างเล็กมองตรงมาที่ผมอย่างแกร่งกร้าว มีเพียงนิ้วมือที่ถูกกำไว้แน่นจนปลายนิ้วห้อเลือดเป็นสีแดงจัดเท่านั้นที่บ่งบอกว่าคนๆ นี้กำลังรู้สึกกดดันเพียงใด

"จะให้พูดอีกครั้งก็ได้ ฉันไม่ได้รักนาย ไม่เคยรักนาย ได้ยินชัดไหม?"

"จุนซู..."

"ฉันไม่รู้ว่านายฟังอะไรมาจากแจจุง แต่ฉันไม่ได้รักนาย และไม่อยากเจอนายอีก นายจะกลับไปได้รึยัง?"

ผมยืนนิ่งเมื่อได้ยินคำพูดชัดถ้อยชัดคำของจุนซู คงดีกว่านี้หากเขาปฏิเสธผมโดยที่ไม่ได้สบตา แต่นี่เขามองมาที่ผมแล้วบอกว่าไม่ได้รักผมเสียงดังชัดเจน

"ฉันไม่ได้บอกให้นายเลิกรักฉัน แต่การเอาแต่คิดถึงฉันมันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก ถ้านายยังยึดติดกับความรู้สึกเดิมๆ ฉันคงเป็นไม่ได้แม้กระทั่ง..เพื่อน นายบอกว่าฉันหนีนายใช่ไหม? ใช่! ฉันหนี ตราบใดที่นายยังรู้สึกกับฉันแบบนี้ ฉันคงต้องหนีนายไปตลอดชีวิต"

"นายอยากได้ยินอะไรจากฉันงั้นเหรอ? ฉันรักนายงั้นเหรอ? นายเรียกมันว่าความจริงงั้นเหรอ?"

"...."

"ไปจัดการกับความรู้สึกตัวเองซะ เมื่อไหร่ที่นายมองฉันเป็นแค่คนๆ หนึ่งในชีวิต เราค่อยมาเจอกัน แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ช่วยหายไปจากชีวิตฉันซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีก!"

ผมกลืนน้ำลายได้ยากเย็น ปลายนิ้วสั่นระริก ผมเอ่ยชื่อจุนซูออกมาแผ่วเบา ก้มหน้าแล้วลอบยิ้มกับตัวเอง

"นี่..."

"อะไร?"

"นายรู้ไหม?"

"อะไรอีกล่ะ?"

"ทุกครั้งที่นายโกหก นายจะชอบบีบนิ้วชี้ตัวเอง"

จุนซูสะดุ้ง แล้วก็พบว่าแม้เขาจะกำมือแน่น แต่มีเพียงนิ้วชี้เท่านั้นที่ถูกนิ้วโป้งบีบรัดอย่างรุนแรง

จุนซูคลายนิ้วมืออกจากกัน ดวงตากร้าวแกร่งเริ่มลนลานอีกครั้ง

"ความจริงคืออะไร นายรู้ดีที่สุดนี่นา ไม่ว่าฉันจะคาดหวังอะไร ความจริงก็ยังคือความจริง ความรู้สึกของนายก็ยังคงเป็นของนายเหมือนเดิมใช่ไหมล่ะ?"

"...."

"นายไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อปกป้องฉันหรอก นายคิดว่าฉันเชื่อคำพูดนิดหน่อยของแจจุงก็เลยมาหานายถึงที่นี่น่ะเหรอ? จุนซู...ในโลกนี้ มีแค่ฉันเท่านั้นแหละที่รู้จักนายดีกว่าใคร"

"นายต้องการอะไรกันแน่ คิดจะแบล็กเมล์ฉันรึไง?"

ผมเปิดกระเป๋า ยื่นสมุดเล่มหนึ่งให้จุนซู

"นายจำมันได้ใช่ไหม?"

จุนซูขมวดคิ้ว มองสิ่งที่อยู่ในมือผมโดยไม่ได้รับมันมา

"สมุดเลคเชอร์ของนาย"

ผมลากนิ้วกรีดกรายเปิดสมุดเล่มบางไล่ไปที่ละหน้า ในขณะที่จุนซูยังคงไม่เข้าใจความหมายของสมุดเล่มเก่าที่อยู่ในมือผม บางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วจริงๆ ว่ามีสมุดเล่มนี้อยู่

"แล้วยังไง?"

"วันนี้ฉันกลับไปที่หอเก่า พี่ชางชิกบอกว่านายไม่กลับมาเอาของเลย เขาเกือบจะทิ้งของของนายแล้ว ยังดีที่ฉันไปทัน ก็เลยได้เจ้านี่มา"

ผมเปิดสมุดเลคเชอร์ที่แสนธรรมดาของจุนซู ลายมือหวัดแต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยบันทึกเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ผมเก็บของของจุนซูยัดใส่กล่อง ผมไม่ได้สนใจสมุดเล่มนี้เลย เพราะไม่ว่ามองยังไงมันก็เป็นแค่สมุดเลคเชอร์ธรรมดาเท่านั้น

แต่วันนี้เมื่อผมเปิดดูด้านใน ผมกลับพบอะไรบางอย่าง

บางอย่างที่ทำให้ผมมาอยู่ที่นี่...ตอนนี้

"ฉันทิ้งไว้เพราะมันไม่สำคัญ นายจะเก็บมันมาทำไม"

"นายจำไม่ได้จริงๆ เหรอ ว่านายเขียนอะไรไว้"

"สมุดเลคเชอร์ ก็ต้องจดเลคเชอร์สิ นายจะให้ฉันเขียนอะไรล่ะ?"

"มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น..."

ผมไล่เปิดหน้าสมุด จนถึงหน้าที่มีกระดาษสีฟ้าคั่นไว้...ผมเอามันมาติดเองแหละ เพราะมันเป็นหน้าสำคัญที่ผมรู้ความจริง

"ถ้านายไม่คิดถึงฉันระหว่างเรียนจนเผลอเขียนระบายออกมา"

"นายพูดเรื่องบ้าอะไร? ฉันไม่..."

ผมเปิดสมุดแล้วชูขึ้นต่อหน้าจุนซู ร่างเล็กเบิกตาโพลง คว้าสมุดไปอย่างรวดเร็วแล้วสอดสายตามองหาสิ่งที่ผมพูดถึง

สีหน้าของจุนซูเปลี่ยนไปทันที ผมคิดว่าเขาเจอสิ่งที่ตัวเองเขียนไว้แล้วล่ะ

"นี่มัน...."

ผมฉวยจังหวะนี้โผเข้ากอดจุนซู โอบเข้าไว้ในอ้อมแขนแกร่ง สมุดเล่มบางร่วงจากมือจุนซู เขาดิ้น แต่ก็พ่ายแพ้ต่อแรงบีบรัดของผมที่รั้งเขาไว้แนบตัวจนแทบไม่เหลือช่องว่าง

"นายอาจจะเขียนมันโดยไม่ตั้งใจ แต่มันสำคัญกับฉันมากรู้ไหม?"

"ปล่อย ฉันหายใจไม่ออก ปล่อยเซ่!" จุนซูพูดพลางทุบหลังผมดังอั่กๆ

"พอแล้ว จุนซู อย่าทรมานฉันเลย ฉันไม่อยากเจ็บปวดอีกแล้ว อยู่ห่างกันแบบนี้ไม่เอาแล้วนะ ฉันอยากอยู่กับนายทุกวัน ไม่อยากห่างแม้แต่นาทีเดียว นี่คือความต้องการของฉัน ชีวิตของฉัน ให้ฉันได้เลือกที่จะรักคนที่ฉันรักเถอะ"

"ปล่อย! พล่ามอะไรของนาย"

ผมกอดเขาอย่างอ่อนโยน รอให้จุนซูหยุดดิ้นแล้วค่อยกระซิบเบาๆ

"จุนซู...นายรักฉันไหม?"

"...."

"รักฉันบ้างรึเปล่า?" ผมถามซ้ำ

ผมคลายอ้อมกอด เชยคางจุนซูให้สบตา

ร่างเล็กสะบัดหน้าหลบสายตา ผมลูบไล้ไปยังท้ายทอย ประคองใบหน้าสวย นิ้วโป้งเกลี่ยหลังหูที่แดงก่ำของจุนซูเบาๆ

"ว่าไงล่ะ? บอกให้ฉันชื่นใจหน่อยไม่ได้เหรอ?"

"ขอโทษ....." จุนซูพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

"หืม?"

"ฉันขอโทษ"

จุนซูขยับใบหน้าออกจากฝ่ามือของผม พลางดันตัวเองออกจากอ้อมแขน

"มันสายไปแล้ว ยูชอน"

ผมปล่อยเขาจากอ้อมแขนอย่างโดยดี

"ฉันยังยืนยันคำเดิม เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้"

จุนซูใจแข็งกว่าที่ผมคิดแฮ่ะ

"ทำไมล่ะ จุนซู เรื่องมาขนาดนี้แล้ว นายยังปฏิเสธฉันอีกเหรอ?"

"ฉันไม่ได้ปฏิเสธนาย แต่มันเป็นไปไม่ได้ ทำไมนายไม่เข้าใจซักที ห๊า! ทำไมเอาแต่พูดเรื่องเดิมๆ เออ ฉันชอบนาย พอใจรึยัง? ได้ยินแล้วนี่ งั้นก็กลับไปได้แล้ว ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับนายอีก"

ผมคว้าตัวจุนซูมาอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้ง แต่ร่างเล็กดิ้นอย่างรุนแรงจนผมจำเป็นต้องปล่อยเขาไป ไม่อย่างนั้นเขาต้องได้รับบาดเจ็บแน่ๆ

"ทำไมนายถึงโหดร้ายกับฉันขนาดนี้ล่ะจุนซู ฉันรักนายนะ"

"ฉันรู้ว่านายรักฉัน เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าพอได้แล้วไง มันสายไปแล้ว เลิกคิดถึงฉันได้แล้ว ไปใช้ชีวิตของนายเถอะ อย่ามายุ่งกับฉันอีก"

"จุนซู..."

ผมเรียกชื่อจุนซูพลางดึงตัวเขามากอดอีกครั้ง แต่เสียงเคาะประตูทำให้ผมชะงักและหยุดพูด จุนซูเหลือบสายตาไปที่ประตูแล้วจ้องหน้าผมโดยไม่พูดอะไร ใครกันนะที่มาหาจุนซูดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ ผมอดคิดในใจไม่ได้

จุนซูเดินออกไปแล้วเปิดประตูแทบจะทันที ราวกับรู้ว่าคนข้างนอกเป็นใคร

"แต่นแต๊นนนนน ต๊อกปกกีรสเผ็ดมาแล้วววว หิวรึยัง จุนซูของพี่" ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสุดเทาดำทั้งตัวยิ้มกว้างเมื่อเห็นใบหน้าของจุนซู เขาชูถุงที่อยู่ในมือ พร้อมกับลูบหัวจุนซูเบาๆ

"เอ๊ะ!" ผู้มาใหม่อุทานขึ้นเมื่อเห็นผมยืนอยู่กลางห้อง เขามองหน้าจุนซูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ร่างเล็กกลับชิงเอ่ยออกมาซะก่อน

"เพื่อนที่มหา'ลัยน่ะครับ แวะเอาเลคเชอร์มาให้"

"หืมมมมม" ชายหนุ่มยื่นถุงสีดำให้จุนซู แล้วเดินเข้ามาหาผมอย่างถือวิสาสะ

"ดึกป่านนี้แล้วนี่นะ"

เขามองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ใบหน้าไม่บ่งบอกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู เขาแค่มองผมเฉยๆ ด้วยความใคร่รู้

ร่างเล็กปิดประตูเบาๆ แล้วเดินเข้ามากอดแขนชายหนุ่ม

"เขากำลังจะกลับแล้วครับ" จุนซูยิ้มกว้าง

ผมยืนตกตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นจุนซูเลื่อนมาจับฝ่ามือชายหนุ่มไว้แล้วสอดนิ้วสัมผัสกันอย่างแนบแน่นราวกับตั้งใจจะโชว์ให้ผมเห็นถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ ผมหน้าชาราวกับโดนตบด้วยฝ่ามือที่มองไม่เห็น สายตาพล่ามัว แต่ก็ยังมองเห็นสายตาของชายหนุ่มที่มองจุนซูอย่างรักใคร่

"อย่างนั้นเหรอ" ชายหนุ่มลูบหัวจุนซูเบาๆ

"ขอบคุณมากสำหรับเลคเชอร์ ที่คุยกันไว้...ก็อย่างที่นายเห็นนั่นแหละ..ฉันคงไม่ต้องพูดซ้ำนะ"

คำพูดของจุนซูเหมือนมีดแทงกลางใจผม ในหัวของผมว่างเปล่าไปหมด จุนซูที่ไม่ยอมให้ใครก็ตามสัมผัส กลับจับมือกับชายคนนี้อย่างแนบแน่น ทั้งๆ ที่เคยมีแค่ผมเท่านั้นที่สามารถสัมผัสเขาได้ในห้องนี้ แต่พอหนึ่งปีผ่านไป คนที่สัมผัสจุนซูไม่ใช่แค่ผมคนเดียวอีกต่อไป

ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ กำมือแน่นจนเจ็บไปหมด รู้สึกตัวเองดูงี่เง่าและน่าสมเพชชะมัด

ผมหยิบกระเป๋าและเสื้อโค้ท เดินผ่านสองคนที่ยืนจับมือกัน ก่อนจะนั่งลงไปสวมรองเท้าแล้วลุกขึ้นยืน

"ขอบคุณที่อุตส่าห์เอาเลคเชอร์มาให้จุนซูนะ" ชายหนุ่มพูดกับผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาว่างเปล่าที่ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายของเขาทำให้ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมา

"ไม่เป็นไรครับ" ผมยิ้มบางๆ แล้วหันมาสบตาจุนซู

"แล้วเจอกัน"

ผมเปิดประตูแล้วเดินออกไป ทิ้งภาพชายหนุ่มสองคนที่ยืนโอบกันแน่นไว้เป็นความทรงจำอันโหดร้ายราวกับเข็มนับพันที่พุ่งเข้ามาทิ่มแทงจิตใจ ก่อนที่น้ำตาจะรินไหลออกมาทันทีที่บานประตูปิดลง

-----------------------------------

To be continued

พนมมือกราบขอโทษแรงๆ ที่มาต่อช้าเหลือเกิน สำหรับคนที่คิดว่าไรท์เตอร์คงเลิกแต่งแล้ว คุณคิดถูกค่ะ! แป่ว! คือตั้งใจจะเลิกแต่งแล้วจริงๆ นั่นแหละ แต่พอได้รับกำลังใจ (และการทวง) จากหลายๆ คน ทำให้รู้สึกผิดมากที่ทอดทิ้งฟิกเรื่องนี้ ฉะนั้นถึงจะมาต่อช้าบ้าง แต่จะแต่งต่อให้จบแน่นอนค่ะ

 
ขอบคุณสำหรับทุกการติดตามค่ะ แล้วพบกันในพาร์ท 10 ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet