[Fic] One Step Closer Part.10

posted on 28 Aug 2016 23:24 by tiseki in Fiction


 
Part.10 ทุกอย่างจบลง แต่ผมจะรักคุณอีกครั้ง
.
.
.
ผมเหมือนคนเวียนว่ายตายเกิดเป็นร้อยๆ ครั้งทั้งที่ยังมีลมหายใจ ตอนที่รู้ว่าผมกับจุนซูใจตรงกัน ผมเหมือนโดนปลิดลมหายใจแล้วลอยขึ้นสวรรค์ที่มีเหล่าเทวดานางฟ้าส่งเสียงโห่ร้องต้อนรับเสียงดังกึกก้อง แต่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสความหฤหรรษ์ ร่างของผมที่บิดเบี้ยวลอยล่องอยู่กลางอากาศก็ถูกปิศาจร้ายฉุดกระชากลงขุมนรก เสียงเย็นยะเยือกของมันตะโกนลั่นว่า "สวรรค์มันไม่ใช่ที่ของแก เจ้ากรรมนายเวรของแกมาทวงคืนแล้ว ที่ของแกคือขุมนรกนี่"

จากนั้นร่างอันแหลกเหลวของผมก็ถูกไฟโลกันต์แผดเผา แล้วประจำการอยู่นรกขุมลึกนี้ถาวร

นี่สินะ ที่เค้าเรียกกันว่า "นรกในใจ" มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ว่าแล้วผมรีบกระดกน้ำสีอำพันกลืนลงคออย่างรวดเร็ว

หนึ่ง สอง สาม สี่ ....เอ๊ะ เมื่อกี้กี่ขวดแล้วนะ ช่างหัวมันเถอะ จะนับไปทำไม เดี๋ยวแจจุงก็มาแล้ว

ผมใช้เวลาวันหยุดยาวทั้งหมดไปกับการกินเหล้าหัวราน้ำ จริงๆ แล้วผมไม่ได้แตะต้องเหล้ายาปลาปิ้งแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่เริ่มทำใจเรื่องจุนซูได้ ผมเคยสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าต่อให้ผิดหวัง ดีใจ หรือเสียใจมากมายแค่ไหนก็จะไม่กลับไปแตะต้องมันแล้วเมาเหมือนหมาอีก แต่ภาพจุนซูกับคนรักใหม่ที่วนเวียนอยู่ในหัวผมนั้น ถึงจะทุบหัวผมให้สลบมันก็ไม่ลบไปอยู่ดี จริงอยู่ที่เหล้าไม่ทำให้อะไรดีขึ้น แถมผมยังทำตัวเป็นภาระให้แจจุงรีบกลับจากบ้านเกิดมาดูแลอีก แต่นอกจากกินเหล้า ผมไม่มีรู้ว่าจะมีวิธีไหนที่จะผ่านแต่ละนาทีที่ยังมีแต่จุนซูอยู่ในทุกลมหายใจไปได้

แจจุงโทรมาย้ำสถานที่กับผม ผมบอกชื่อร้านไป แต่จนปัญญาจะอธิบายเส้นทางจริงๆ หมอนั่นสบถใส่ผม แล้วสั่งให้ผมนั่งหุบปากอยู่กับที่ เพราะเขากำลังจะมาถึงใน 10 นาที

ย้อนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แจจุงบอกว่าอยู่บนทางด่วน และจะถึงโซลในเวลาไม่นาน เขาตัดสินใจเดินทางกลับมาเร็วกว่ากำหนดเพราะดันโทรมาตอนที่ผมนอนเมาเหมือนหมาอยู่บนม้านั่งสวนสาธารณะใกล้ที่พัก ผมจำไม่ได้ว่าคุยอะไรกับหมอนั่นไปบ้าง อาจจะพูดแต่ชื่อจุนซู หมอนั่นถึงได้บึ่งรถกลับมาหาผมในวันถัดมา

ผมรู้สึกผิดกับเพื่อนนิดเหมือนกันนะ ในชีวิตผม..ก็มีแต่แจจุงนี่แหละที่ดูแลผมดีกว่าเมียซะอีก

อย่า...หยุดความคิดนั้นเอาไว้ได้เลย แม้แจจุงจะดีกับผมที่สุด แต่แค่คิดว่าเขากับผมเป็นแฟนกันก็พะอืดพะอมจนอยากอ้วกแล้ว หมอนั่นก็คงจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน

ผมหรี่ตามองน้ำแข็งก้อนเล็กที่หล่นหายไปก้นแก้ว ราวกับเห็นตัวเองดำดิ่งลงไปในมหาสมุทรอันมืดมิดเป็นภาพซ้อนทับ ผมดิ้นรนหาอากาศหายใจ แต่ก็ค่อยๆ หมดแรงแล้วจมลงไปในจุดที่ลึกที่สุดในท้องทะเล

จุนซูเหมือนอากาศ หากมีเขาอยู่ใกล้ๆ ผมจะหายใจคล่อง ดังนั้นตัวผมในปัจจุบันที่โดนจุนซูช่วงชิงสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตจากไปจึงเป็นเพียงคนโง่ที่ดิ้นรนเพื่อหายใจต่อชีวิตไปวันๆ เท่านั้น

ผมแสยะยิ้มให้กับแก้วน้ำสีอำพันในมือแล้วเททั้งหมดลงคอรวดเดียว

ไม่นานนักแจจุงก็มาถึง หมอนั่นชี้หน้าผม อ้าปากเหมือนจะด่าอะไรซักอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็แค่เสหน้าไปทางอื่นแล้วทรุดตัวลงข้างๆ ผม

"เมาเหมือนหมาเลยนะ"

ผมยิ้มบางๆ แล้วยกแก้วขึ้นกระดกอีกอึกใหญ่อีกครั้ง

"จะนั่งอีกนานไหม?" แจจุงพูดพลางยักคิ้ว ผมส่ายหน้า แล้วยกมือตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ

"นายยยย...มาแล้วนี่....กลับ...กานนนนนนนน"

แจจุงเค่นยิ้มแล้วพยุงยกแขนผมขึ้นบ่าลากผมกลับอพาร์ทเม้นต์ทันที

----------------------------------------

ผมลืมตาขึ้นมาท่ามกลางเสียงโทรศัพท์ที่ดังลั่นห้อง แจจุงที่นอนอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เขาพลิกตัวไปอีกฝั่งแล้วหยิบหมอนมาปิดหูทันที ผมแบกสังขารที่อิดโรยเคลื่อนตัวไปหยิบโทรศัพท์จากในกระเป๋าแล้วกดปุ่มรับสาย

"ครับ"

ผมใช้สติที่มีเหลืออยู่ไม่มากฟังเสียงแหบคุ้นหูด้วยความตั้งใจแล้วตอบกลับไป

"สนใจครับ แต่ว่าผมขอเวลาคิดหน่อยนะครับอาจารย์....ได้ครับ...ครับ" จากนั้นก็วางสายพร้อมๆ กับเสียงถอนหายใจ

ผมเหลือบตามองนาฬิกาแล้วรีบปลุกแจจุง หมอนั่นโวยวายตอนตื่นนอนจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ผมยกเท้าถีบก้นเขาเบาๆ แล้วเดินไปอาบน้ำแล้วหวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

"แล้วแกจะเอายังไงต่อ?" แจจุงถามผมหลังจากที่แบกผมกลับมาถึงอพาร์ทเม้น พินิจพิเคราะห์แล้วว่าผมน่าจะสร่างเมาจนพูดภาษาคนได้แล้ว

"ยังคิดไม่ออก" ผมบอกตามตรง แจจุงเงียบไป ดูเหมือนเขาจะรู้สึกผิดเล็กน้อยที่บอกที่อยู่จุนซูกับผม

"แกไม่รู้เหรอว่าจุนซูมีแฟนแล้ว" ผมตัดสินใจถาม

"ไม่ เขาไม่เคยบอก" แจจุงสารภาพ "ไม่เคยพูดถึงเลย ไม่เคยพามาเจอด้วย"

"แกเจอกับจุนซูบ่อยแค่ไหน?"

"ก็เจอบ้าง" แจจุงก้มหน้า กัดริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำ ภายในห้องมีแต่ความเงียบเข้าปกคลุม

"โธ่เว้ย!! แกอยากรู้เรื่องจุนซู หรือจะสอบสวนเค้นความผิดของฉันกันแน่วะ"

"ก็เปล่าหรอก ฉันรู้หรอกน่า ถึงแกอยากบอก จุนซูก็ไม่ให้บอกอยู่ดีใช่ไหมล่ะ หมอนั่นน่ะ..โคตรโหดเลย"

"เออ รู้อย่างนั้นก็ดี แกไม่รู้หรอก เป็นคนกลางอย่างฉันก็ปวดใจนะเว้ย"

"เออ รู้" ผมกระตุกยิ้มที่มุมปาก

"แล้วแกจะเอายังไงต่อ ตัดใจไหม แกเป็นแบบนี้เพราะคนๆ เดียวมานานเกินไปแล้วรึเปล่าวะ ถึงจุนซูจะเป็นเพื่อนฉันอีกคนก็เถอะ แต่ถึงเวลาที่แกต้อง..."

"ฉันจะแย่ง"

"ห๊ะ!"

"ฉันจะแย่งจุนซูมาจากหมอนั่น"

"..."

"ฉันเจอเขาก่อน เขาต้องเป็นของฉัน"

แจจุงเบิกตา

"แต่นั่นเขารักกันนะเว้ย แถมเขายังจับมือกันแนบแน่นเลยไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าเขาสัมผัสจุนซูได้เหมือนแกหรอกเหรอ"

"แล้วไงวะ ฉันเป็นคนรักษาเขา เป็นคนทำให้เขาถูกคนอื่นสัมผัสได้ ทำไมฉันต้องยกเขาให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้ ฉันจะแย่ง จุนซูเป็นของฉัน"

 แจจุงคว่ำปากกดรอยยิ้มแล้วปรบมือเบาๆ

"โคตรเท่ห์เลยว่ะ โคตรตัวโกงเลย ปาร์คยูชอน"

"นี่แกชมหรือด่า"

"ชมเว้ย ฉันดีใจนะที่เห็นแกฮึกเหิมแบบนี้ทันในช่วงที่ฉันมีชีวิตอยู่ นึกว่าจะแห้งเหี่ยวจนตายจากกันซะอีก"

ผมตบหัวแจจุงเบาๆ ให้พอเส้นผมกระจายเล็กน้อย แจจุงโวยวายบ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ดูดีใจเอามากๆ อย่างที่พูดจริงๆ

ผมบีบโฟมสีขาวโปะไปตามแนวคาง แล้วค่อยๆ เริ่มโกนเส้นขนสีดำที่เริ่มขึ้นเป็นตอแข็ง ถึงไม่รู้ว่าจะแย่งจุนซูมาจากคนรักยังไงก็เถอะ เริ่มต้นจากการโกนหนวด ทำตัวให้เป็นผู้เป็นคนก่อนก็แล้วกัน

----------------------------------------

หลังจากที่ได้ตารางเรียนของจุนซูมาแล้วผมก็ตัดสินใจมารอจุนซูที่หน้าคณะ ที่เดิม เวลาเดิมกับเมื่อ 1 ปีที่แล้ว และคนที่ผมรอ ก็ยังเป็นคนเดิม

ไม่นานนักคนที่ผมรอคอยก็ปรากฎตัว จุนซูยิ้มกับเพื่อนอย่างร่าเริง รอยยิ้มที่ผมเห็นไม่บ่อยนักทำให้ผมคิดถึงจนรู้สึกเจ็บไปทั้งใจ  จุนซูสบตากับผมแว่บหนึ่งก่อนจะหันไปยิ้มให้เพื่อน ร่ำลากันอยู่ครู่หนึ่ง ร่างเล็กก็เดินหน้าบึ้งเดินตรงมาที่ผม

"ต้องการจะทำอะไรกันแน่" จุนซูถามอย่างเอาเรื่อง "ที่ฉันพูดไปไม่เคยเข้าหูนายเลยรึไง"

ผมยักไหล่ ไม่ตอบว่าอะไร

"นายมาที่นี่ทำไม?" จุนซูถาม

"มายืนรับลม คณะเศรษฐศาสตร์ร่มรื่นดีนะ ต้นไม้สู๊งสูง"

"อย่ามาเฉไฉน่า ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าตราบใดที่นายยังคิดกับฉันแค่เพื่อนไม่ได้ ก็ไปจากชีวิตฉันซะ แล้วทำไมถึงมายืนรอตรงนี้อีก"

"ฉันไม่ได้รอนายซักหน่อย บอกแล้วไงว่ามารับลม"

จุนซูยื่นใบหน้ามาใกล้ผมพร้อมกับเค้นเสียงพูดเบาๆ

"ไม่ตลก"

ความหงุดหงิดฉายชัดเจนบนใบหน้าจุนซู ไม่มีเพียงแค่รอยยิ้มสวยหวานที่ผมโหยหา แต่ใบหน้าบึ้งตึงเพราะรำคาญคนอย่างผมก็เป็นสิ่งที่ผมคิดถึงสุดหัวใจเช่นกัน ผมรักคนๆ นี้จริงๆ นั่นแหละ ขนาดเขาแทบไม่เคยยิ้มให้ผมเลย คำพูดดีๆ ก็นับคำได้ แต่ผมก็ยังคิดว่าเขาน่ารัก

"ยิ้มอะไร?"

"มีความสุข ก็เลยยิ้ม"

จุนซูขบริมฝีปากอมชมพู คิ้วขมวดขึ้นเรื่อยๆ

"หาเรื่องกันรึไง"

"ใครกันแน่ที่หาเรื่อง ฉันยืนของฉันอยู่ดีๆ นายก็เดินมาด่าฉันเนี่ย"

"ก็นาย...."  จุนซูกำมือแน่น ปากเผยอเหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง แต่ก็เงียบไป ร่างเล็กยกมือกระชับกระเป๋าเป้แล้วถอนหายใจ

"ช่างมันเถอะ คุยกับคนอย่างนาย สีไวโอลินให้หมาฟังยังจะมีประโยชน์ซะกว่า"

"ยิ้มอะไรอีก?" จุนซูถามอีกครั้งเมื่อเห็นผมยิ้มกว้างกว่าเดิม

"มีความสุข"

จุนซูหน้าบึ้งก่อนจะสบถออกมาเบาๆ "ประสาท"

ร่างเล็กเดินตัดถนนเล็กๆ หน้าตึกโดยมีผมเดินตามไม่ยอมห่าง หลายครั้งที่เขาหันมาแล้วเห็นผมยืนยิ้มกว้าง แต่ก็ยังเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไร

ผมเดินตามจุนซูไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ร้านหนังสือ สถานีรถไฟฟ้า มาจนถึงอพาร์ทเม้นต์ ตลอดทางจุนซูเพียงเหลือบมองผมเป็นพักๆ แอบสบถบ้าง แต่ก็ไม่ร้ายแรงอะไร เขาปล่อยให้ผมเดินตามโดยไม่ตีโพยตีพาย พยายามไม่ใส่ใจผม ราวกับว่าเมื่อไหร่ที่ยอมรับการมีตัวตนของผมก็เท่ากับพ่ายแพ้

จุนซูเป็นคนที่มีกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิมซ้ำๆ เช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน เขาไม่ใช่คนเถลไถล ในหนึ่งวันมีกิจกกรมแค่ไปเรียน แวะร้านหนังสือ บางครั้งก็แวะซื้อกาแฟระหว่างทาง แล้วก็กลับบ้านเท่านั้น ผมมารอจุนซูที่หน้าตึกคณะฯ เดินตามเขา ไปส่งจนถึงหน้าอาพร์ทเม้นต์แล้วก็กลับ เราสองคนเหมือนเล่นสงครามประสาทใส่กัน จุนซูพยายามไม่รับรู้ตัวตนของผมที่เดินตามเป็นเงา ผมที่เอาแต่ลอบยิ้มเวลาที่เห็นเขาโดนลมพัดจนเส้นผมกระดกก็กลายเป็นเหมือนสตอลเกอร์ที่เดินตามไอดอล แอบยิ้ม แอบหัวเราะอยู่คนเดียว

วันนี้เป็นวันที่ 4 แล้วที่ผมยืนมองแผ่นหลังของจุนซูอย่างมีความสุข จุนซูอาจจะคิดว่าผมคงหยุดความพยายามไว้แค่ไม่กี่วัน ทำให้วันนี้เมื่อร่างเล็กเห็นผมยืนรออยู่ที่เดิม เขาจึงดูหงุดหงิดมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

เราสองคนเดินมาจนถึงร้านหนังสือแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับสวนสาธารณะที่ผมและจุนซูเคยไปนั่งด้วยกัน จุนซูยืนเลือกหนังสือโดยไม่สนใจผมที่คอยเดินป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ข้างๆ เราสองคนไม่ได้คุยกันแม้แต่คำเดียว จุนซูไม่ได้หันมาด่าผมเลยแม้ว่าผมจะน่ารำคาญก็ตาม ส่วนผมก็เดินตามเงียบๆ ส่งรอยยิ้มให้ไกลๆ ยามเมื่อจุนซูหันมาเท่านั้น

"ใจแข็งกว่าที่คิดแฮะ" ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ขณะลอบมองจุนซูที่กำลังใจจดใจจ่อกับหนังสือตรงหน้า

ยิ่งจุนซูรู้ว่าผมอยากใกล้ชิด เขายิ่งพยายามหลบเลี่ยง การเพิกเฉยและมองผ่านคนอื่นเหมือนเขาไร้ตัวตนเป็นวิธีที่จุนซูใช้ในการสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองออกจากความรู้สึกที่ซุกซ่อนในใจเสมอ

จุนซูหยิบหนังสือหน้าปกสีดำที่มีรูปไม้กางเขนเปื้อนเลือกสีแดงฉานมาไล่เปิดอ่านบางหน้า ผมเขยิบไปใกล้เขาเงียบๆ หยิบหนังสือที่อยู่ใกล้มือมาป้องปาก แล้วกระซิบจุนซูเบาๆ

"เรื่องนี้ไม่สนุก พระเอกตายตอนจบเพราะนางเอกโรคจิตฆ่า"

จุนซูหันควับมาในทันที ใบหน้าเขาบึ้งตึงแต่ก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไร จุนซูปิดหนังสือ แล้วหยิบอีกเล่มที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเปิด

"เรื่องนั้นดี จบหักมุม ฆาตรกรเป็นเพื่อนพระเอก"

จุนซูกรอกตาบนแล้วหันมาพูดกับผม (ซักที)

"ไปไกลๆ" แค่คำเดียวสั้นๆ แล้วเขาก็หันไปสนใจหนังสือในมือต่อ

แค่ประโยคเดียวก็ทำให้ใจผมลิงโลดไปไหนต่อไหนแล้ว บางทีผมอาจจะเป็นพวกมาโซคิสต์ก็ได้นะเนี่ย

ผมเลือกหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น กรีดหน้ากระดาษอย่างไม่เจาะจง แล้วเริ่มรุกต่อ

"อ๊า~ ทริคง่ายๆ เองนี่นา ห้องปิดตายแบบนี้มีลวดเส้นเดียวก็ทำได้แล้ว บ้าชะมัด" ผมแกล้งพูดให้เขาได้ยิน

จุนซูปิดหนังสือที่อยู่ในมือแล้วเหลือบตามมองผม

"ไม่มีใครเคยสั่งสอนนายรึไงว่าคนที่เล่าตอนจบของหนังสือเป็นคนไม่มีมารยาท"

ผมยักไหล่ เบ้ปากเล็กน้อย "ไม่มีอ่ะ นอกจากนายกับแจจุงก็ไม่มีใครห่วงฉันหรอก"

"ฉันไปห่วงนายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"

"ก็ที่นายสอนฉันว่าการเล่าตอนจบเป็นการเสียมารยาทไง ถ้าไม่เป็นห่วง ไม่เตือนกันหรอก จริงไหม?"

"ฉันกำลังด่านายอยู่ต่างหาก โง่รึเปล่า"

"อ๋อ..อย่างงั้นเหรอ นายกำลังด่าฉันอยู่นี่เอง"

"แล้วนี่ยิ้มอะไรอีก เป็นบ้าไปแล้วรึไง" จุนซูพูดพลางวางหนังสือแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ

"ฉันดีใจที่นายด่าฉัน คิดว่าจะไม่มีวันนี้แล้วซะอีก ด่าฉันอีกเยอะๆ นะ ฉันชอบ" ผมฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ในขณะที่จุนซูหันไปมองซ้ายขวารอบตัวแล้วโน้มมากระซิบผม "ตามฉันมาข้างนอก..เดี๋ยวนี้"

----------------------------------------

จุนซูเดินนำผมมาที่สวนสาธารณะใกล้ๆ อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ผู้คนจึงค่อนข้างบางตา เราสองคนเดินมาจนถึงมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว เมื่อเห็นว่ารอบข้างปราศจากผู้คนจุนซูก็เริ่มระเบิดอารมณ์

"จะเอายังไงว่ามา ปาร์คยูชอน มาคุยกันให้จบๆ จะได้เลิกทำตัวหน้ารำคาญแบบนี้ซะที"

ผมยืนเอามือล้วงประเป๋าอย่างสบายใจ ยังคงยิ้ม (แม้ภัยจะใกล้เข้ามา)

"ฉันเปล่านี่ ก็แค่บังเอิญเดินมาทางนี้ แล้วก็อยากอ่านหนังสือพอดี เห็นนายหยิบหนังสือที่ฉันเคยอ่าน ก็เลยอยากแบ่งปันประสบการณ์น่ะ"

"เห็นฉันเป็นตัวตลกรึไง แล้วคนอย่างนายอ่านนิยายฆาตกรรมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ฉันไม่ได้โง่นะ"

"ก็ตั้งแต่ที่นายทิ้งฉันไปนั่นแหละ ฉันเริ่มอ่านนิยายพวกนั้นฆ่าเวลาตอนคิดถึงนาย" ผมคิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป

"นายเป็นบ้าไปแล้วรึไง มาเดินตามฉันทุกวันๆ ไม่มีอะไรทำรึไง"

"ช่วงนี้ก็พอว่างอยู่นะ ทำไมเหรอ? อยากนัดเดทกับฉันเหรอ?" ผมยิ้มกว้างขณะเอียงศีรษะมองหน้าจุนซู

"ให้มันน้อยๆ หน่อย หน้าด้านมากไปป่ะเนี่ย"

ผมยักไหล่แทนคำตอบ

จุนซูถอนหายใจ เหมือนเขาจะเริ่มรู้ว่าการหาเรื่องทะเลาะกับผมไม่เกิดผลดีกับตัวเขาเอง

"เลิกกวนประสาทแล้วมาคุยกันดีๆ เถอะ นายต้องการอะไรกันแน่ ทำแบบนี้ให้มันได้อะไรขึ้นมา เราคุยกันจบแล้วไม่ใช่เหรอยูชอน" จุนซูพูดด้วยเสียงที่แสดงถึงความอิดหนาระอาใจ

"ใช่ เราคุยกันจบแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว"

"ถ้างั้น..."

"ฉันกำลังเริ่มต้นใหม่ ฉันจะจีบนายอีกครั้ง และทำให้นายเป็นของฉันอีกครั้ง"

"พูดอะไรน่ะ นะ..นาย..เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?" จุนซูเบิกตาโพลง

"งั้นมั้ง ฉันอาจจะเป็นบ้าไปแล้วก็ได้ โชคร้ายหน่อยนะจุนซู นายถูกคนบ้าหลงรักซะแล้วล่ะ"

จุนซูขบริมฝีปากแน่น หลบสายตามองรอบข้างอย่างเอือมระอา

"ยูชอน..ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะ ฉันไม่..."

"ฉันรักนาย" ผมพูดสวนอย่างทันท่วงที "และจะไม่เลิกรัก จะไม่มีการตัดใจใดๆ ทั้งสิ้น"

ผมย่างสามขุมเข้าไปใกล้ๆ จุนซูส่งสายตาล่อกแล่ก ความหงุดหงิดระคนตกใจฉายชัดเต็มใบหน้า

"ต่อให้ต้องเริ่มใหม่อีกกี่ครั้งฉันก็จะรักนาย จะตื๊อนาย จะตามติดนายไปจนตาย เตรียมใจไว้ได้เลยจุนซู ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้ ฉันเป็นคนรักษานาย เป็นคนที่สัมผัสนายได้ ดังนั้นฉันจะไม่ยอมยกนายให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น"

"ฮึ" จุนซูกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาจ้องตาผมกลับไร้ความเขินอายใดๆ แม้ว่าปลายจมูกของผมอยู่ห่างจากใบหน้าของเขาเพียงเสี้ยวก็ตาม

"ฉันควรจะดีใตที่นายทุ่มเททั้งหมดที่นายมีให้ฉันใช่ไหม นี่ยูชอน นายเข้าใจความหมายของคำว่า 'ตามติดไปจนตาย' รึเปล่า อย่ามาพูดอะไรพล่อยๆ ดีกว่า สิ่งที่นายเห็นไม่ถึงครึ่งของสิ่งที่ฉันเป็นด้วยซ้ำ นายจะแน่ใจได้ยังไงว่ามาเกาะติดฉันแล้วจะไม่เหมือนกับติดอยู่ในขุมนรก"

"งั้นมาตกนรกด้วยกันไหมล่ะ?" ผมยกมือเกลี่ยปลายคางจุนซูเบาๆ ร่างเล็กสะบัดหน้าด้วยสายตาเกรี้ยวกราด "ถ้านายอยู่ตรงนั้น จะนรกหรือสวรรค์ ฉันก็ไปทั้งนั้นแหละ"

ผมประคองใบหน้าจุนซูแล้วประทับจูบกับริมฝีปากอวบอิ่มอย่างรวดเร็ว จุนซูดิ้น สองมือพยายามดันผมออกจากตัว แต่ก็แพ้พ่ายให้กับความแข็งแรงถ่าโถมราวกับสิงโตที่พยายามตะปบเหยื่อ ยิ่งได้สัมผัสกับรสจูบที่ห่างหายผมยิ่งมั่นใจ จุนซูต้องเป็นของผม เขาต้องเป็นของผมคนเดียวเท่านั้น

"จำไว้นะจุนซู ไม่ว่านายจะเลิกรักฉันกี่ครั้ง ฉันก็จะทำให้นายกลับมารักฉันอีกครั้งให้ได้"


----------------------------------------

To Be Continued

Comment

Comment:

Tweet