[Fic] One Step Closer Part.11

posted on 23 Sep 2016 22:36 by tiseki in Fiction directory Fiction


 
Part.11 ความรักเยียวยาบาดแผลไม่ได้
.
.
.
"เลิกส่งข้อความปัญญาอ่อนมาซักทีได้ไหม"
 
จุนซูแวดใส่ผมทันทีที่พบกัน ปกติจุนซูจะทำเมินทุกครั้งที่เราเจอกัน แต่วันนี้ดูเหมือนว่าเขาจะหมดความอดทนซะแล้ว
 
"แบตฉันหมดเร็วเพราะนายส่งข้อความไร้สาระมาทุก 5 นาทีนี่แหละ"
 
ผมยิ้มกว้าง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่จุนซูเห็นผมอยู่ในสายตา
 
"ไว้คราวหน้าฉันจะเอาพาวเวอร์แบงก์มาให้นะ ชาร์จก่อนแบตหมดได้เลย"
 
จุน ซูกลอกตาบนแล้วสบถคำหยาบออกมาอย่างสุดทน เขาทำท่าเอื้อมมือจะดึงคอเสื้อผม แต่ก็ชะงักปลายนิ้วไป แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวนาที แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าโรคกลัวการสัมผัสของจุนซูยังไม่หายดีนัก
 
หรือบางที...เขาก็แค่รังเกียจผม
 
"จะ เอาอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหม นายบอกว่าจะจีบฉัน แต่ไม่เห็นทำอะไรนอกจากทำตัวน่ารำคาญไปวันๆ วิธีการจีบของนายมันเห่ยสิ้นดีเลย รู้ตัวป่ะ"
 
ผม ยักไหล่แทนคำตอบ ถึงวิธีการจีบสาว(?)ของผมออกจะน่าตบไปหน่อยก็เถอะ แต่สำหรับคนที่สร้างกำแพงขึ้นมาหนาเตอะอย่างจุนซู ถ้าทลายกำแพงไม่ได้ ก็ต้องให้เจ้าตัวออกมาเองนี่แหละ วิธีนี้อาจจะเสี่ยงกับการถูกเกลียดไปซักหน่อย แต่ถ้าต้องปล่อยเขาไป การถูกเกลียดคงทรมานไม่ต่างกัน
 
จุนซูกำมือแน่น "อย่าให้ฉันหมดความอดทนนะ ยูชอน ฉันมันปิศาจคิมจุนซู ลืมไปแล้วรึไง" 
 
"ไม่ลืมหรอก ฉันรักของฉันมาตั้งนาน จะลืมได้ยังไง" ผมฉีกยิ้ม "กลับเลยไหม ฉันเดินไปส่ง"
 
"ฉัน ต้องทำยังไงนายถึงจะหยุด จะทำอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ นายแค้นฉันมากใช่ไหม งั้นก็ต่อยฉันตรงนี้ให้มันจบๆ เถอะ จากนั้นก็ออกไปจากชีวิตฉันซะที" จุนซูไม่สนใจคำพูดของผม แต่กลับพ่นทุกคำขับไล่ไสส่งออกมาราวกับคนเสียสติ
 
"นายรำคาญฉันมากเลยเหรอ?" ผมถามเสียงแผ่ว
 
"ใช่ นายมันน่ารำคาญมาก" จุนซูตอบกลับโดยไม่รอให้ผมพูดจบประโยคเลยด้วยซ้ำ
 
"ฉันทำให้นายลำบากมากเลยเหรอ?"
 
"นี่นายไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่"
 
"ถ้าไม่มีฉัน ชีวิตนายจะดีกว่านี้ใช่รึเปล่า"
 
"ก็...." จุนซูอ้ำอึ้ง
 
"ไม่ดีใช่ไหมล่ะ มีฉันอย่างนี้น่ะดีแล้ว ชีวิตนายจะได้มีสีสันไง" ผมยิ้มกว้าง "ป่ะ กลับบ้านกัน"
 
ผม จับมือจุนซูแน่นและมั่นคงมากพอที่เขาจะไม่สามารถสะบัดข้อมือไปจากผมได้ เราสองคนเดินจับมือกันจนออกมานอกมหาวิทยาลัย แม้ตอนแรกจุนซูจะทั้งโวยวายทั้งเตะทั้งต่อยผมด้วยขาและมือเล็กๆ ของเขา แต่เมื่อรู้ว่ายิ่งดิ้นยิ่งเป็นจุดสนใจ เขาจึงยอมให้ผมจับมือจนเดินออกนอกมหาวิทยาลัยแต่โดยดี
 
ผม เดินจับมือจุนซูคนที่ผมรักด้วยหัวใจพองโตคับฟ้า สองเท้ายืนไม่ติดพื้นราวกับกับลูกบอลที่กลิ้งไปในผืนหญ้ากว้าง ทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะมีวันได้สัมผัสเขาอีกแล้ว แต่ผมก็ทำสำเร็จจนได้ แม้จุนซูจะไม่เต็มใจสักนิดเลยก็เถอะ ต้องขอบคุณความหน้าด้านของผมจริงๆ
 
เราสองคนเดินจับมือกันโดนไม่พูดอะไรมาจนถึงย่านที่ค่อนข้างลับตาคน จุนซูจึงเริ่มรั้งข้อมือแล้วหยุดเดิน
 
"ปล่อยได้แล้ว ฉันเดินเองได้"
 
"วันนี้รีบกลับรึเปล่า ไปหาอะไรกินกันไหม ฉันหิว"
 
"ปล่อยมือ" จุนซูพูดเสียงแข็ง
 
"บอกร้านที่นายชอบก่อนสิ แล้วจะปล่อย"
 
"ฉันไม่หิว"
 
"แต่ฉันหิวอ่ะ วันนี้ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงแล้ว"
 
"เรื่องของนายสิ" จุนซูสะบัดมือแต่ก็พ่ายแพ้ต่อแรงบีบรัดของผม ยิ่งจุนซูขยับ ผมยิ่งกระชับแน่น "ปล่อยได้แล้ว ฉันจะกลับบ้าน"
 
"แต่ฉันหิว!"
 
"หิว ก็ไปหาอะไรกินเซ่! มารั้งฉันไว้ทำไม ปล่อยได้แล้ว ฉันเจ็บ" จุนซูทำหน้าเหยเก จนผมต้องก้มลงไปดูปลายนิ้วมือของเขาที่ขาวซีด ทำให้ผมรู้ว่าผมมัวแต่ดีใจจนเผลอรัดข้อมือเขาแน่นเกินไป
 
ผมคลายปลายนิ้ว "ขอโทษนะ เจ็บเหรอ?"
 
จุนซูสะบัดมืออกพร้อมสบถทันที "บ้าเอ๊ย" ข้อมือเขาแดงไปหมด
 
"ฉันขอโทษ"
 
"ไปตายซะ" จุนซูเตะขาผมเบาๆ แล้วเดินรุดหน้าไป
 
"ขอโทษ~~~~" ผมพูดไปเดินเขย่งเท้าไป ลูกเตะของจุนซูโดนหน้าแข็งของผมอย่างจัง
 
"จุนซู รอฉันด้วย~~"
 
เขาหันมาส่งสายตาเขียวปั๊ดให้ผมทีนึงแล้วเดินต่อไปโดยไม่ผ่อนฝีเท้า
 
"นาย แม่งโคตรหน้าด้านเลยยูชอน ขนาดนกหนูหมูหมาพวกนั้นถูกคนไล่ยังรู้จักวิ่งหนี แต่นายนี่เป็นคนประเภทไหนกันแน่ ไล่เท่าไหร่ไม่ไปซักที"
 
"ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นอ่ะ บอกแล้วไงว่าจะตามนาย.."
 
"อย่าพูดคำว่าทั้งชีวิต!!" จุนซูเอี้ยวศีรษะมาด้านหลังอีกครั้งแล้วเดินต่อ
 
"ฉัน เกลียดคนพูดอะไรไม่คิดที่สุด ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะอยู่กับความตั้งใจของตัวเองไปได้ซักกี่วันแท้ๆ อย่ามาพูดคำว่าทั้งชีวิตให้หัวเราะหน่อยเลย"
 
"การที่นายจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันเป็นสิทธิ์ของนาย แต่การที่ฉันยึดมั่นในความรักของฉัน มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันเหมือนกัน"
 
"แต่สิทธิ์ของนายมันละเมิดสิทธิ์ของฉัน!!"
 
จุน ซูหยุดเดิน แล้วหันตัวมาหาผม ร่างเล็กยืนล้วงกระเป๋ากางเกง ริมฝีปากของเขาแดงก่ำเพราะอากาศหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามาเมื่อพระอาทิตย์ จวนจะลับขอบฟ้า
 
"ฉัน รู้ว่านายเป็นคนไม่ย่อท้อ ฉันไม่เคยดูถูกความพยายามของนายเลยยูชอน แต่เพราะฉันรู้จักตัวเองดีกว่าใครบนโลก ฉันจึงไม่อยากให้นายเสียเวลาพยายามทำอะไรที่มันไร้ประโยชน์" 
 
จุนซูถอนหายใจ เขาหลบสายตาผมด้วยการละสายตามองรอบข้างอย่างไร้จุดหมาย
 
"ฉัน ยอมรับว่านายเป็นเพื่อนที่ไม่เลวนัก ซักวันหนึ่งเราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้ ยูชอน เลิกทำแบบนี้ซะเถอะ มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก เสียเวลาเปล่าๆ"
 
"ที่ตอนนี้เรายังเป็นเพื่อนกันไม่ได้ เพราะนายรักฉันใช่ไหมจุนซู"
 
"ห๊า!"
 
"ใน สมุดเลคเชอร์ นายเขียนว่า "ฉันรักนาย ยูชอน" แล้วก็ขีดฆ่าเขียนคำว่า "ขอโทษ" แทน" ผมพูดพลางก้าวเข้ามาใกล้จุนซู "เพราะความคิดที่ว่าชีวิตฉันจะดีกว่านี้เมื่อไม่มีนาย ทำให้นายเลือกทิ้งฉันและความรักของนายไว้ข้างหลัง เพื่อให้ฉันลืมนายแล้วเริ่มต้นใหม่กับใครซักคนสินะ"
 
"..."
 
"เพราะนายรักฉัน นายถึงยอมเจ็บปวดเพื่อให้ฉันไปเจอคนที่ดีกว่านายใช่ไหม?"
 
"ใช่ ตอนนั้นฉันรักนาย" จุนซูพูดเน้นคำว่า"ตอนนั้น" เหยียดริมฝีปากแล้วนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มพูดต่อ 
 
"ฉันเองก็เจ็บปวดที่ต้องทำแบบนั้น ทั้งการปล่อยมือจากนาย และการทำให้นายต้องเสียใจ ฉัน ร้องไห้เหมือนคนบ้า ยิ่งฉันรู้ว่าอีกฝั่งฟากกำแพงนั้นนายก็กำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน ก็ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าฉันไม่คู่ควรกับความรักของนายเลยสักนิด"
 
จุนซูเว้นระยะหายใจ เขาเหมือนคนกำลังจะร้องไห้แต่น้ำตาไม่มีสักหยด มีเพียงแต่สายตาแข็งกร้าวและความมุ่งมั่นที่จะผลักไสผมไปให้ได้
 
"ฉัน รักนาย แต่ฉันเป็นทุกอย่างให้นายไม่ได้หรอกยูชอน โลกของนายมันสดใสเกินไป มันสว่างจนฉันแสบตา และมันก็เจิดจ้าจนฉันกลัว กลัวว่าสักวันฉันจะต้องตาบอดแล้วจมอยู่กับความมืดมิดไปตลอดกาล นายอาจคิดว่าฉันยอมเจ็บปวดเพื่อความสุขของนาย แต่เปล่าเลย ยูชอน ฉันทำเพื่อตัวเองต่างหาก  ฉันไม่อยากจมปลักอยู่กับรักที่เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะจับมือนายและก้าวเดินต่อไปเหมือนนิยายรักโรแมนติก ฉันเป็นคนแบบนี้แหละ ทั้งขี้ขลาด เห็นแก่ตัว และมองโลกในแง่ร้าย นายอย่ามองฉันให้สูงส่งนักเลย เพราะแท้จริงแล้วฉันก็แค่ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น"
 
"นายก็เลยปล่อยมือฉัน ถีบฉันไปข้างหน้า แล้วปล่อยตัวเองอยู่กับความทุกข์เพียงลำพังอย่างนั้นเหรอ?"
 
"นายจะคิดอย่างนั้นก็ได้"
 
จุน ซูกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันแสนเศร้าที่ผมเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนซึ่งมันไม่เคย จางหายไปจากใบหน้าจุนซูเลย
 
"ฉัน ไม่ขอให้นายยกโทษในสิ่งที่ฉันทำ นายควรเกลียดฉัน ยูชอน ถ้านายจะใช้คำว่า 'ตลอดชีวิต' มันควรเป็นคำว่า 'เกลียดตลอดชีวิต' ฉันยินดีรับคำนั้นจากนายมากกว่าคำว่ารัก"
 
ร่าง เล็กพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็หันหลังเดินต่อไปโดนไม่กลับมามองผมอีกเลย ผมเฝ้ามองจนเขาเดินลับเข้าไปในอพาร์ทเม้นต์สูงตระหง่าน เมื่อสิ้นเงาจุนซูแล้ว ผมก็ทรุดตัวตัวนั่งลงพิงกำแพงสีอิฐอย่างไร้เรี่ยวแรง 
 
นี่ เป็นครั้งแรกที่จุนซูบอกว่ารักผม แต่เป็นคำบอกรักที่ผมไม่นึกยินดี คำว่ารักนั้นช่างแสนเศร้า เศร้าจนผมหลั่งน้ำตาโง่ๆ ของตัวเองออกมาโดยไม่อายสายฝนที่จู่ๆ อยู่ร่วงหล่นมาทิ้งทวนฤดูกาลของมันก่อนจะเข้าสู่ฤดูกาลใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ
 
-------------------------
 
ผม จับกระดาษสีขาวที่มีตัวอักษรสีดำยาวเป็นพรืดไว้ในมือแน่น คิดทบทวนถึงเนื้อหาในกระดาษที่ได้รับมาเมื่อเช้าอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นอาจารย์ประจำภาควิชาของผมเคยเกริ่นเอาไว้หลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับโครงการชิ้นใหญ่ที่ต้องการทั้งกำลังคนและกำลังสมองของบุคลากรในคณะ ชิ้นนี้ นักศึกษาทุกคนต่างโหยหาโอกาสที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ เพราะนั่นหมายถึงประตูสู่อนาคตการทำงานที่ดีจะเปิดต้อนรับหลังจากที่เรา เรียนจบมหาวิทยาลัยอน่างแน่นอน ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธการทาบทาม แต่ผมกลับลังเลที่จะไขว่คว้าโอกาสนั้นไว้ ทำไมกันนะ
 
ถ้า จะบอกว่าเป็นเพราะจุนซูก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เป็นเพราะผมไม่เอาไหนเองต่างหาก ตราบใดที่ผมยังจัดการกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ผมคงไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยความลังเลและความรู้สึกที่ค้างคา
 
ผม ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพับกระดาษในมือแล้วยัดใส่กระเป๋าเป้ ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมแม้ว่าจุนซูจะขับไล่ผมเป็นร้อยๆ ครั้ง ผมเข้าใจทุกอย่างที่จุนซูพูด เพราะเขามักจะสะบัดมือไปจากผมทุกครั้งไม่ว่าผมจะจับมือเขาไว้แน่นแค่ไหน ก็ตาม ผมรู้ดีว่าหากท้ายที่สุดแล้วจุนซูไม่เหลียวแลผมจริงๆ ผมคงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยเขาไป
 
ความพยายามของผมอาจไร้ประโยชน์ในสักวัน แต่ผมอยากมีความสุขบ้างแม้เพียงสักนิด อย่างน้อยก็ในตอนนี้
 
ผมมองนาฬิกาบนข้อมือ ใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนของจุนซูแล้ว วันนี้ไม่ว่ายังไง ผมต้องพาเขาไปกินข้าวเย็นให้ได้
 
"นาย!!"
 
ผมมองไปตามต้นเสียง แล้วก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ คนที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้พบอีกครั้งมายืนตรงหน้าผมอย่างไม่น่าเชื่อ
 
"นายนี่เอง"เขาพูดต่อ
 
ชาย หนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมโค้ทสีน้ำตาลเข้มเข้ากันดีกับผมสีน้ำตาลมะฮอกกานี ที่จัดทรงมาอย่างดี สูทด้านในราคาแพงไม่น้อย นาฬิกาข้อมือแบรนด์ดังส่องแสงระยิบระยับสะท้อนตา แม้จะเจ็บใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ชายคนนี้ดูดีจริงๆ
 
"นายก็เรียนเศรษฐศาสตร์เหมือนกันเหรอ"
 
"เปล่าครับ"
 
"อ้าว?"
 
"ผมเรียนสถาปัตยกรรม"
 
"แล้วมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?" เขาเว้นระยะคำพูด มองผมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "หรือว่ามาหาจุนซู?"
 
ผม ขบริมฝีปากแน่น หากไม่มีอคติผมคงคิดว่าเขาแค่ถามผมเพราะความสงสัย แต่เพราะสถานะของผู้ชายคนนี้ที่เป็นเหมือนหนามยอกอกทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขา กำลังเยาะเย้ยผมอยู่ในใจ
 
"ครับ ผมนัดกับจุนซูไว้" ผมโกหกไปหน้าด้านๆ
 
"เอ๊ะ! แปลกนะ ฉันบอกจุนซูไว้แล้วนี่นาว่าวันนี้จะมารับไปกินข้าวเย็น" เขายกมือดูนาฬิกาแล้วหยิบโทรศัพท์มาพิมพ์อะไรบางอย่างแล้วพูดต่อ "เมื่อเช้าก็ย้ำแล้วน้า ขี้ลืมจริงๆ เด็กคนนี้"
 
เขาพิมพ์บางอย่างอยู่นานสองนาน ใบหน้าเปื้อนยิ้มเปลี่ยนเป็นเง้างอนเล็กน้อย ก่อนจะขยับริมฝีปากพูดออกมาโดยไม่มองหน้าผม
 
"ติดรายงานงั้นเหรอ?"
 
"ครับ?"
 
"เปล่าๆ หมายถึงจุนซูน่ะ"
 
เขาเหลือบตามมามองผมแล้วขยับรอยยิ้มที่มุมปาก "นายชื่ออะไร?"
 
"ทำไมหรือ?"
 
"นาย ชื่ออะไร? จุนซูท่าจะติดคุยเรื่องรายงานอีกนาน เราไปหาอะไรดื่มแถวๆ นี้รอเขาดีกว่า" เขาขยับนิ้วพิมพ์บางอย่างบนโทรศัพท์อีกไม่กี่ครั้งก็หย่อนโทรศัพท์ไว้ใน กระเป๋าเสื้อโค้ท
 
"ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัว"
 
"อ่ะ เดี๋ยวสิ" เขาเรียกผมไว้ หลังจากที่ผมหันหลังเดินออกมา
 
"อีกนานเลยกว่าจุนซูจะเสร็จงาน นายอยู่เป็นเพื่อนฉันก่อนไม่ได้เหรอ?"
 
"ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับ ในเมื่อ.."
 
"นายเป็นเพื่อนจุนซูไม่ใช่เหรอ?" เขายิ้ม แล้วก้าวเท้าเข้ามาหาผม
 
"ฉันอยากรู้เรื่องของจุนซูให้มากกว่านี้ เล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม ยูชอน"
 
เขา ยิ้มกว้างด้วยแววตาที่ทำให้ผมพ่ายแพ้โดยไม่รู้ตัว เขาเรียกชื่อผม แสดงว่ารู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่าผมคือใครแต่ก็แสร้งถาม ช่างเป็นคนที่น่ากลัวจริงๆ สมแล้วที่เป็นคนรักของจุนซู
 
"ครับ" ผมเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย
 
-----------------------------
 
"กาแฟหรือชาดีล่ะ?"
 
"ขอโกโก้ครับ" ผมไม่ได้กวน ผมแค่ไม่ชอบทั้งชาและกาแฟ
 
ชายหนุ่มยิ้มแล้วผายมือไปที่โต๊ะตัวหนึ่งริมหน้าต่าง
 
"นายไปนั่งรอก่อนตรงโน้นก่อนละกัน เดี๋ยวฉันไปสั่งเครื่องดื่มให้"
 
"เอ่อ เงิน...."
 
"ไม่เป็นไร" เขายกมือขึ้นห้าม "ฉันชวนเธอมา ฉะนั้นฉันเลี้ยงเอง"
 
ไม่ รอให้ผมตอบว่าอะไร เขาก็เดินไปที่เค้าท์เตอร์สั่งเครื่องดื่มทันที ไม่นานนัก ร่างสูงก็ดึงเก้าอี้ออกแล้วดันตัวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม เขาวางเครื่องส่งสัญญาณเรียกคิวไว้บนโต๊ะ ถอดเสื้อโค้ทแล้วพาดไว้ที่เก้าอี้อย่างปราณีต
 
"นายเรียนปีเดียวกับจุนซูใช่ไหม? แต่คนละคณะ?"
 
"ครับ" ผมตอบสั้นๆ ขณะมองผ่านกระจกออกไปข้างนอก
 
"แล้วรู้จักกันได้ยังไงล่ะ คณะของพวกนายไม่น่าจะมาเจอกันง่ายๆ นี่"
 
"ผมเคยเป็นรูมเมทของจุนซูครับ"
 
"เอ๊ะ!"
 
"ทำไมเหรอครับ?"
 
"นายเคยอยู่ห้องเดียวกับจุนซูงั้นเหรอ?"
 
"ครับ ประมาณปีที่แล้ว ก่อนที่...." ผมเหลือบตามองใบหน้าหล่อเหลาของคนนั่งตรงข้าม "ก่อนที่เขาจะย้ายมาอยู่คนเดียวที่อพาร์ทเม้นใหม่"
 
"อ๊า...อย่างนี้นี่เอง"
 
"ทำไมเหรอครับ?" ผมถามกลับทันทีที่ได้ยินประโยคไม่ชอบมาพากล ผู้ชายคนนี้รู้เรื่องผมมากแค่ไหนกันเนี่ย
 
เครื่อง ส่งสัญญาณสั่นครืนๆ เขายิ้มกว้างแล้วขอตัวลุกไปเอาเครื่องดื่ม ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมโกโก้และกาแฟร้อน ผมโค้งศีรษะขอบคุณเล็กน้อยแล้วรับแก้วโกโก้มาไว้ในมือ
 
"ดื่มก่อนสิ กำลังร้อนๆ" เขาเชื้อเชิญ
 
"แล้วคุณไม่ดื่มเหรอครับ?"
 
"ฉันไม่ชอบดื่มของร้อนๆ รอให้อุ่นกว่านี้ซักหน่อยค่อยดื่มทีเดียวน่ะ"
 
ไอ้ความลิ้นแมวดื่มของร้อนไม่ได้แต่มาซดอักๆ รวดเดียวแบบนี้นี่มันคุ้นๆ นะ นี่มันนิสัยจุนซูชัดๆ
 
"ไม่ น่าเชื่อว่าจุนซูจะเคยมีรูมเมท ตั้งแต่ฉันเจอจุนซู เขาไม่เคยพาเพื่อนมาที่ห้องเลย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษด้วย แต่ก็นะ..." นิ้วเรียวบางจิ้มขอบแก้วแล้วหมุนวนไปรอบๆ พลางละเลียดถ้อยคำ "นอกจากฉันแล้ว เขาคงอยู่ร่วมห้องกับใครยาก"
 
นี่มันเป็นคำพูดโอ้อวดชัดๆ แต่เอ๊ะ! ผมเบิกตา หรือว่าผู้ชายคนนี้จะรู้เรื่องที่จุนซู.....
 
"ทำไมล่ะครับ? หรือว่า...คุณรู้อะไรเกี่ยวกับจุนซูอย่างนั้นเหรอ"
 
เขายิ้มกว้างแต่ดวงตาแฝงเลศนัยอย่างลึกลับชอบกล
 
"อืม..ฉันรู้ ทั้งเรื่องที่เขากลัวการสัมผัส แล้วก็เรื่องในอดีตของเขา"
 
เหมือน โลกถล่มลงมาตรงหน้า ผมคิดว่ามีผมเพียงคนเดียวในโลกที่รู้เรื่องนี้ซะอีก มันเป็นความภาคภูมิใจอันหนึ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมอยู่เหนือกว่าทุกๆ คนในชีวิตจุนซู แต่วันนี้มันโดนทำลายหมดแล้ว
 
"ขอโทษที่โกหกนะ จริงๆ แล้วฉันเคยได้ยินเรื่องนายมาบ้าง พอได้เจอตัวจริง ก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อยน่ะ กลัวนายตกใจ เลยไม่กล้าบอกออกไป"
 
"จะ..จุนซูเล่าเรื่องของผมให้คุณฟังเหรอครับ"
 
"ก็นิดหน่อยน่ะ เราสัญญากันเอาไว้ว่าจะไม่มีความลับต่อกัน"
 
ช่างเป็นคู่รักที่รักกันหวานเลี่ยนจนน่าขนลุกซะจริง ผมคิด
 
"ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงรู้สินะครับ...ว่าผมเป็นคนรักษาเขา"
 
ผมยืดอก ความภาคภูมิใจอันหนึ่งเดียวถูกทำลายลง แต่ผมก็ยังมีไพ่ตายที่ทำให้ผมเหนือกว่าเขาแน่นอน
 
"รักษา? เรื่องกลัวการสัมผัสในที่แคบน่ะเหรอ?"
 
"จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ จุนซูไม่ยอมให้ใครก็ตามที่อยู่ในห้องเดียวกันแตะตัว"
 
ชายหนุ่มกระตุกยิ้ม "งั้นเวลาอยู่ในห้อง...นายสัมผัสเขาได้อย่างนั้นเหรอ?"
 
"ตอนแรกก็ไม่ได้หรอกครับ แต่เพราะ..." ผมเกือบจะพูดว่าเพราะจุนซูรักผม แต่ก็ยั้งปากไว้
 
"จุนซูเขาเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับผมให้คุณฟังบ้างเหรอครับ?" ผมเปลี่ยนเรื่อง
 
"ไม่ค่อยมากหรอก จุนซูเป็นคนพูดน้อย นายก็รู้"
 
รู้สิ ไม่ใช่แค่พูดน้อยแต่ต่อยหนักมาก จุนซูพูดอะไรออกมาแต่ละคำล้วนแสบทรวงทั้งนั้น
 
"แต่ ฉันดีใจนะ ที่จุนซูมีเพื่อนอย่างนาย ดูท่าทางนายก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ที่จุนซูย้ายออกมาคงทำให้นายลำบากน่าดูสิท่า ฉันต้องขอโทษแทนจุนซูด้วยนะ จุนซูของฉันค่อนข้างเอาแต่ใจ นายคงลำบากที่ต้องคอยรองรับอารมณ์เขา"
 
"ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ครับ ผมยินดี"
 
"ขอบใจนะ" เขาเอาหลังมืออังกับแก้วกาแฟ พึมพัมเบาๆ เกี่ยวกับอุณหภูมิของแก้วแล้วยกขึ้นดื่มอึกใหญ่
 
"ถ้าอย่างนั้น..." ชายหนุ่มพูดพลางหยิบกระดาษมาซับริมฝีปาก "นายช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมว่านายรักษาเขายังไง?"
 
"อะไรนะครับ?"
 
"ฉันอยากรู้ว่านายทำได้ยังไง"
 
ผม กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น รู้สึกฝืดคอจนต้องยกแก้วโกโก้ขึ้นมาดื่มทั้งๆ ที่ลิ้นไม่รับรู้รสชาติอะไรอีกแล้ว แทนที่จะรู้สึกลำพองตัวว่าเป็นคนที่รักษาจุนซูด้วยความรัก แต่สายตาเฉียบคมของผู้ชายตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ต้องหาใน ห้องไต่สวนก็ไม่ปาน
 
"ตอนนี้จุนซู...หายดีแล้วใช่ไหมครับ" ผมตั้งคำถามแทนคำตอบ
 
"ยังหรอก"
 
"ห๊า!"
 
หมายความว่ายังไงที่ว่าจุนซูยังไม่หายดี ถ้าจุนซูยังเป็นโรคกลัวการสัมผัส เขาจะคบกับผู้ชายคนนี้ได้ยังไง
 
"มันไม่ใช่โรคที่จะรักษากันง่ายๆ นี่ จริงไหม?"
 
"แสดงว่าตอนนี้....กับคุณ เขาก็ยังไม่ยอมให้สัมผัสเหรอครับ"
 
"จิ๊จิ๊จิ๊" เขาจิปากขณะปรายยิ้มบาง "ฉันกำลังพยายามอยู่น่ะ"
 
ผมลอบถอนหายใจ เป็นครั้งแรกที่ผมหายใจทั่วท้องซักทีตั้งแต่คุยกับผู้ชายคนนี้
 
"จุน ซูน่ะ...ถ้าฉันเข้าไปหาก่อน เขาต้องปัดป้องทุกที ดังนั้นฉันเลยต้องให้เขาเป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง...เวลาจุนซูมาอ้อนมันก็ดีอยู่ หรอก แต่นานๆ ทีฉันก็อยากเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างเหมือนกันนะ"
 
"จุนซูน่ะเหรอครับ อ้อนคุณ"
 
"ฮ่าฮ่า แปลกใจใช่ไหมล่ะ จริงๆ แล้วเขาเป็นคนขี้เหงานะ อ้อนเก่งด้วย นิสัยเหมือนแมวไม่มีผิด เอาแต่ใจ แต่ก็ขี้อ้อนไม่แพ้ใครเลยล่ะ"
 
เหมือน ฟ้าถล่มลงมาอีกครั้ง วันนี้ผมต้องตกนรกขึ้นสวรรค์ตกนรกขึ้นสวรรค์วนเวียนอย่างนี้อีกกี่รอบกัน ไฟริษยากำลังสุมอยู่ในอก พัดโหมกระหน่ำจนผมแทบไหม้เป็นจุณ ผมนึกโกรธตัวเองที่เดินตามคนรักใหม่ของจุนซูมาถึงที่นี่เอาตอนนี้ เพื่อ? เพื่อมาฟังเรื่องราวความรักอันหวานชื่นที่ผมไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของอีกต่อไป งั้นเหรอ?
 
"นายช่วยฉันหน่อยหน่อยได้ไหม? บอกฉันหน่อยสิ นายรักษาจุนซูยังไง?"
 
"ผม คงช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกครับ เพราะถ้าผมรักษาจุนซูได้จริงๆ คุณคงสัมผัสเขาได้ไปแล้ว ที่คุณยังทำไม่ได้ นั่นหมายความว่าผมรักษาเขาไม่สำเร็จไม่ใช่เหรอครับ"
 
"ความรัก"
 
"ครับ?"
 
"ใช้ความรักรักษาใช่ไหม?"
 
"คุณพูดอะไร...."
 
"ถ้าไม่รัก ก็คงไม่ยอมให้สัมผัสหรอก จริงไหม?"
 
ผม หน้าตาตื่น รู้สึกเหมือนตัวเองเด็กที่ถูกผู้ใหญ่จับได้ตอนทำแจกันแตก แต่ก็กลั้นใจถามต่อ "รักน่ะ คุณหมายถึง..จุนซูหรือผมกันล่ะครับ?"
 
ชายหนุ่มยิ้ม คราวนี้เขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ แล้วพูดเบาๆ "นั่นสินะ นายหรือจุนซูกันนะ"
 
"ผม....."
 
"ความรักกับความเจ็บปวดน่ะ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทดแทนกันง่ายๆ เลยนะ"
 
"หมายความว่ายังไงครับ?"
 
"ถ้า ความรักสามารถเยียวยาได้ทุกสิ่งแม้กระทั่งความเจ็บปวดที่อยู่ลึกที่สุดใน จิตใจ เพียงแค่รักให้มาก...ก็คงจะรักษาบาดแผลได้" เขาเว้นช่วงคำพูด ริมฝีปากบางเผยอรอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความหมายได้เลย "นายคิดงั้นไหม..ยูชอน?"
 
"คุณอยากจะบอกอะไรผมกันแน่ครับ" ผมถามเขาตรงๆ แต่เขากลับส่งรอยยิ้ม(ที่ผมเริ่มเกลียด)มาแทนคำตอบ
 
"นายคิดว่าไงล่ะ?"
 
ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้มีแต่คำถาม ไม่เคยมีคำตอบอะไรให้ผมซักอย่าง
 
"ผมไม่รู้ครับ"
 
"เฮ้ออออ จุนซูนี่จริงๆ เลย ชอบทำให้เป็นห่วงอยู่เรื่อย"
 
"..." ผมไม่เข้าใจเขาจริงๆ
 
"ฉัน น่ะ...เป็นห่วงจุนซูจริงๆ นะ ฉันรักเขามาก อยากให้เขามีความสุข ถ้าเอาตัวเองแบกรับความทุกข์ทุกอย่างบนโลกนี้แทนเขาได้ ฉันก็พร้อมจะทำ" น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความอาทรจนผมสัมผัสได้ 
 
"แต่ถึงจะรักเขามากเท่าไหร่ แต่ความเจ็บปวดของจุนซู..ก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่รักษาตัวเองได้ พอรู้แบบนี้..มันก็เจ็บปวดจริงๆ นะ"
 
ผมเงียบ
 
"เรา อาจจะเคยคิดว่ายิ่งให้ความรักไปมากเท่าไหร่ บาดแผลก็ยิ่งหายเร็วเท่านั้นใช่ไหม? แต่จุนซูน่ะ เขาเข้มแข็งเกินกว่าที่เราจะเอาความรักอันหนาแน่นไปโอบรัดเขาไว้ อะไรที่คิดว่าพอ อาจจะไม่พอ อะไรที่คิดว่าขาด อาจจะมากเกินไปก็ได้ การรักษาบาดแผลน่ะ ใช้ความรักอย่างเดียวไม่ได้หรอกใช่ไหม? ยูชอน"
 
นี่ สินะ สิ่งที่เขาต้องการจะบอกผม บางทีเขาอาจจะรู้ว่าผมกำลังพยายามดื้อดึงฉุดรั้งจุนซูให้มาเป็นของตัวเอง ชายหนุ่มจึงเรียกผมมาเตือนเป็นนัยๆ 
 
สิ่งที่เขา ต้องการจะบอกก็คือ ความรักของผมไม่เพียงพอสำหรับจุนซู หนำซ้ำผมยังชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไปด้วยการเกาะติดจุนซูจนแทบไม่ได้หายใจ ชายคนนี้พูดถูกทุกอย่าง "ความรักเยียวยาบาดแผลไม่ได้"
 
"นายยังไม่ได้ตอบฉันเลย"
 
"ตอบอะไรครับ?"
 
"นายรักษาจุนซูยังไง"
 
ทำไมถึงไม่ลืมคำถามนี้อีกวะ ผมคิดในใจ
 
"ช่วย ฉันหน่อยไม่ได้หรือ? จุนซูสำคัญกับฉันมากจริงๆ ฉันรู้ว่าเขาต้องการเวลารักษาบาดแผล แต่ฉันรอจนถึงวันนั้นไม่ไหว อยากสัมผัสเขาเร็วๆ น่ะ"
 
นี่ ผมทำเวรทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ พระเจ้า ไม่คิดว่ามันโหดร้ายไปหน่อยเหรอครับ ท่านก็รู้ว่าผมรักจุนซู ทำไมผมต้องมาเป็นที่ปรึกษาให้กับคนที่อยากสัมผัสคนที่ผมรักด้วย
 
"เรื่อง นี้คุณไปถามจุนซูดีกว่าครับ" ผมหยิบกระเป๋าเป้มาสะพายบนบ่า "ถ้าความรักเยียวยาบาดแผลไม่ได้อย่างที่คุณพูด การที่ผมสัมผัสจุนซูได้คงไม่ใช่ผลจากการรักษา แต่เป็นความผิดพลาดมากกว่า"
 
ผมลุกขึ้นยืนแล้วโค้งตัวเล็กน้อย "ผมขอตัวครับ"
 
"จริงสิ" ผมชะงักปลายเท้า ล้วงธนบัตร 5 ใบจากกระเป๋าสตางค์แล้ววางบนโต๊ะ "ผมไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร ไม่อยากตามมาชดใช้อีกน่ะครับ"
 
ชาย หนุ่มยังคงปรายยิ้มอย่างอบอุ่นแม้ผมจะเดินออกจากร้านมาแล้ว หลังจากที่เดินผ่านมา 2-3 ช่วงตึก ผมก็หยุดเดินแล้วเปิดกระเป๋าคว้าใบสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยด้าน สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่แดกูออกมาแล้วฉีกเป็นชิ้นๆ 
 
ทันทีที่เศษกระดาษร่วงหล่นจมหายไปในถังขยะสีเขียวทึบ ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรออก
 
"อาจารย์ครับ เรื่องงานวิจัยที่แดกู ผมขอรับเป็นผู้ช่วยฯตามที่อาจารย์เสนอครับ"
 
 
----------------------------------------

 
To Be Continued

Comment

Comment:

Tweet