[Fic] One Step Closer Part.12

posted on 05 Dec 2016 21:40 by tiseki in Fiction


 
 Part.12 ฟางเส้นสุดท้าย
.
.
.
ผมรอจุนซูอยู่ที่เดิมเป็นวันที่ 26  ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาอย่างเหี้ยมโหด อีกไม่นานหิมะแรกคงเข้ามาเยือนในเร็ววันนี้

น่าแปลกที่เวลามักผ่านไปรวดเร็วเสมอยามที่เรามีความสุข แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราดำดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ความเจ็บปวด และการรอคอย  'เวลา' กลับไม่ต่างอะไรจากมีดทู่ๆ ที่คอยเชือดเฉือนบาดแผลซ้ำๆ อยู่ร่ำไป ขาดก็ไม่ขาด รักษาก็ไม่ได้ แน่นอนว่าผมเองก็เคยโดนมีดทู่ๆ แบบนั้นกรีดแทงซ้ำๆ มาแล้ว

ใบไม้ที่มีอยู่น้อยนิดบนต้นไม้ใหญ่หน้าคณะเศรษฐศาสตร์พริ้วไหวตามแรงลม บางส่วนร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงคล้ายปีกนางฟ้าสีน้ำตาลเข้มกำลังเริงระบำกลางอากาศ ผมไล่ความรู้สึกเหงาๆ ที่บั่นทอนกำลังใจของตัวเอง มือขยับเสื้อโค้ทพร้อมปัดเศษใบไม้ที่ร่วงลงบนบ่าพลางกอดผ้าพันคอสีแดงหนานุ่มไว้แน่น

จุนซูเหมาะกับสีแดง แม้เขามักจะใส่เสื้อผ้าสีทึมๆ เสมอ แต่รอยยิ้มสดใสของเขาที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักเหมาะกับสีแดงมากจริงๆ

ไม่นานนักจุนซูก็ดินออกมาจากตึกเรียน เขาสบตาผม ริมฝีปากเหยียดตรง ผมมองจุนซูอย่างโล่งใจ เขาไม่ได้เอาผ้าพันคอมาจริงๆ ด้วย

ร่างเล็กเดินตรงมาด้วยใบหน้าที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ ผมเลิกคิ้ว ปกติจุนซูจะแกล้งทำเป็นไม่เห็น แล้วเดินผ่านไปโดยไม่สนใจการมีอยู่ของผม แต่วันนี้กลับตรงกันข้าม เขาเดินมาหยุดตรงหน้าผม ยืนนิ่งไม่พูดอะไรซักคำ ดวงตาใสซื่อที่ผมหลงรักจ้องมองกลับมาไม่วางตา พอถูกเขาเดินจ้ำๆ มาหยุดมองตรงหน้าผมก็ไปไม่เป็นเหมือนกันแฮะ

"เอ่อ...."

"หิว" จุนซูพูดขัดขึ้นมาก่อนที่ผมจะพูดอะไรในขณะที่ผมเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

"ไปหาอะไรกินกันมั้ย?" ผมตัดสินใจชวน

"อืม" เขาตอบสั้นๆ แล้วเดินนำหน้าไป

"จริงสิ" ผมเรียกเขาไว้ จุนซูหันหลังกลับมาพร้อมๆ กับผ้าพันคอสีแดงที่โอบรอบต้นคอของเขาแล้ว ผมจัดแจงพันผ้าไหมพรมสีแดงหนานุ่มให้กระชับรอบๆ คอและใบหน้าขาวเนียนหมดจด

"อากาศเริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวหนาว" ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม

จุนซูจ้องผ้าพันคอสีแดงเขม็ง ริมฝีปากอวบอิ่มโผล่พ้นผ้าไหมพรมออกมานิดเดียว "ฉันไม่ชอบสีแดง" เขาพูดเบาๆ

แม้จะบ่น แต่ก็ไม่มีท่าทีไม่พอใจ ผมฉีกยิ้มกว้างแล้วขยับปมของผ้าที่ขดไว้รอบคอให้เขาหายใจคล่องขึ้น

"น่ารักนะ"

จุนซูขมวดคิ้ว

"นายน่ารัก" ผมพูดย้ำ

"คำว่าน่ารักไม่เหมาะกับผู้ชายไม่ใช่รึไง?"

"ก็นายน่ารัก จะผู้หญิงหรือผู้ชาย คนน่ารักก็ต้องบอกว่าน่ารักสิ"

จุนซูขยับจมูก พึมพัมว่า "ไร้สาระ" แล้วเอามือยัดลงไปในกระเป๋ากางเกงกลับหลังหันเดินนำหน้าไป ผมอมยิ้ม แล้วรีบเดินตามอย่างไม่รีรอ พลางคิดว่าเวลาจุนซูเขินจะดูน่ารักกว่าเดิมร้อยเท่าเลย

"ทำไมวันนี้ถึงชวนฉันมาเดทล่ะ?" ผมถามขณะเดินข้างๆ จุนซูระหว่างทางเดินไปยังร้านอาหารที่จุนซูชอบ ผมไม่ได้ถามว่าจุนซูจะไปที่ไหน เพราะไม่ว่าจะเป็นร้านอะไรก็ไม่สำคัญอยู่แล้ว ผมจะไปกับจุนซูทุกที่

"ฉันเปล่า" จุนซูตอบเสียงเรียบ

"เขินเหรอ?"

"เปล่า" จุนซูตอบเสียงเรียบบบบบบ โคตรจะเรียบ

"ฉันแค่บอกว่าหิว" เขาหันมามองหน้าผมแว่บหนึ่ง "นายเป็นคนบอกเองว่า 'ไปหาอะไรกินกัน' แล้วเดินตามมาเองไม่ใช่รึไง?"

ก็ถูกของเขาแฮะ ผมเป็นคนชวนเองนี่หว่า

"แต่ก็น่าแปลกนะ" ผมไม่ละความพยายาม

"อะไร?"

"เมื่อวันก่อนนายเพิ่งไล่ฉันแล้วก็บอกให้หยุดตามนายซักทีไม่ใช่เหรอ?"

"ฮึ" จุนซูเหยียดยิ้มที่มุมปาก ส่งรอยยิ้มเย้ยหยันผ่านผ้าพันคอหนาสีแดงสด "ไล่ทุกวันแต่ก็มาทุกวันนี่"

พูดอีกก็ถูกอีกแฮะ

"ด่าก็แล้ว ขอร้องก็แล้ว วันนี้นายก็ยังมาเหมือนเดิมไม่ใช่รึไง?" จุนซูพูดย้ำจนผมอดอมยิ้มตามไม่ได้ ผมเอี้ยวตัวมายืนตรงข้ามจุนซูไปพลางเดินถอยหลังไปพลาง

"แล้วนายใจอ่อนบ้างรึยังล่ะ?"

จุนซูหัวเราะดังฮึ เขาใช้โอกาสนี้เลี้ยวเข้าไปในร้านอาหารอิตาเลียนที่ข้างตรอกเล็กๆ โดยมีผมเดินตามโดยไม่มีข้อแม้

ภายในร้านมีลูกค้าไม่กี่โต๊ะ อาจเป็นเพราะเวลานี้ยังไม่ค่ำพอที่จะเป็นมื้อเย็นสำหรับหลายๆ คน แต่สำหรับนักศึกษาที่คร่ำเคร่งกับการเรียนมาตลอดทั้งวัน เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับเติมพลังที่สูญเสียไปตลอดช่วงบ่ายเลยล่ะ

จุนซูสั่งซีซาร์สลัดและสปาเก็ตตี้ซอสครีมแบบง่ายๆ เจ้าคนนี้ไม่ชอบกินผัก มีแต่ซีซาร์สลัดที่แหละที่ชอบกินโดยไม่ปริปากบ่น ผมหันไปสั่งพาสต้าผัดซอสหอยลายที่เป็นเมนูแนะนำก่อนจะส่งเมนูคืนให้กับพนักงาน

จุนซูไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อยแล้วก็หันใบหน้าส่งสายตาทอดมองไปไกลนอกหน้าต่าง ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นทำให้ผมหวนนึกถึงโครงการวิจัยที่แดกูที่ตัวเองต้องรับผิดชอบในไม่กี่วันนี้

'จะบอกตอนนี้เลยดีไหมนะ' ผมคิด แต่ดูเหมือนว่าการที่จุนซูให้เกียรติมาร่วมโต๊ะอาหารกับผม น่าจะเป็นเพราะเขามีเรื่องอยากจะบอกผมเสียมากกว่ากระมัง

"จริงสิ นายได้เจอแจจุงบ้างรึเปล่า?" ผมปัดความคิดไร้สาระของตัวเอง แล้วเริ่มชวนเขาคุย

"เปล่า" จุนซูตอบสั้นๆ

"ดีแล้วล่ะ หมอนั่นกำลังหลงสาวอยู่ เพ้อถึงเธอทั้งวัน ฉันเบื่อจะพูดคำว่าน่ารักกับหมอนั่นแล้ว รับรองได้เลยว่าถ้าหมอนั่นเจอนาย มันจะต้องพร่ำเพ้อไม่หยุดแน่ๆ ทั้งที่นายน่ารักกว่าแม่สาวนมตู๊มคนนั้นตั้งเยอะ แต่มันยังบังคับให้ฉันยอมรับความน่ารักของเจ้าหล่อนอยู่ได้ น่ารำคาญชะมัด"

"ฮึ" จุนซูขยับยิ้มมุมปาก เว้นระยะเล็กน้อยแล้วเอ่ย "นายต่างหากที่เพ้อเจ้อ ผู้ชายจะไปน่ารักกว่าผู้หญิงได้ยังไง"

"นายไง" ผมพูดเพลงโน้มตัวมาใกล้ใบหน้าจุนซูแม้จะมีแจกันเล็กๆ คั่นกลางอยู่ก็ตาม

"นายน่ารักกว่าทุกคนเลย"

"ใครจะไปเชื่อคำพูดแบบนั้นกัน" จุนซูพูดเบาๆ แล้วยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบอีกครั้ง

ผมชอบเวลาจุนซูเขิน

"กินน้ำเยอะแบบนั้นเดี๋ยวก็อิ่มก่อนหรอก"

ร่างเล็กชะงักปลายนิ้วมือที่ถือแก้วใบใส เขาวางแก้วเบาๆ แล้วบ่น "ยุ่งจริง" นั่นทำให้ผมฉีกยิ้มกว้างอีกครั้ง ถ้าทำตามโดยไม่บ่นก็ไม่ใช่จุนซูสินะ

"แจจุงเลิกกับดาฮยอนนานแล้วเหรอ?" ร่างเล็กเอ่ยถามบ้าง

"ก็ซักพักแล้วนะ หมอนั่นรักง่าย เลิกง่าย นายก็รู้"

"นั่นสินะ เป็นแจจุงนี่ดีจริงๆ" จุนซูยิ้มเศร้าตอนพูดประโยคนี้ เป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย

"นี่..." จุนซูเอ่ยเบาๆ แต่ชัดเจน

ผมจ้องเขากลับแทนการตอบรับ เพราะรู้ดีว่า "นี่" หมายถึงผม

"เมื่อวานไปเจอ 'เขา' มาใช่ไหม?"

เริ่มเข้าเรื่องแล้วสินะ สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เขามาอยู่กับผมตอนนี้ จุนซูถามอย่างมั่นใจว่าผมต้องรู้ว่าเขาหมายถึงใคร แน่นอนผมรู้ คิดอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างจุนซูไม่น่าจะใจอ่อนง่ายๆ เพียงข้ามคืน คงอยากถามเรื่องเมื่อวานสินะ จะไปกล่าวหาว่าผู้ชายคนนั้นปากมากก็ไม่ถูก คนเป็นแฟนกันไม่มีความลับต่อกันก็ถูกต้องแล้ว

"เขา?" ผมแกล้งถาม

"ฉันรู้ว่านายเข้าใจ"

เออแหน่ะ รู้ทันอีก

"คุยอะไรกับเขาบ้าง?" จุนซูถามต่อแบบไม่อ้อมค้อม

"ไม่มีอะไร" ผมยกน้ำขึ้นมาจิบบ้าง

"ไม่ได้พูดอะไรเหลวไหลใช่ไหม?" น้ำเสียงของจุนซูเป็นทั้งคำถามและคำขู่ในเวลาเดียวกัน ผมยกยิ้ม จ้องมองกลับโดยไม่หลบสายตาเช่นกัน

"เรื่องเหลวไหลแบบไหนล่ะ? เรื่องที่นายเคยรักฉัน...หรือว่า...เรื่องที่นายเคยเป็นของฉัน"

"ยูชอน!!"

ผมก้มหน้ายิ้มให้กับตัวเอง ผมรู้หรอกน่าว่าการพูดเรื่องบนเตียงกับคนรักเก่าเป็นเรื่องเสียมารยาท แต่การย้ำว่าจุนซูเคยเป็นของผมเป็นการย้อนเตือนถึงความทรงจำที่งดงามที่สุดที่ผมมีนี่นา อย่างน้อยก็มีอะไรหลงเหลือให้ผมภูมิใจบ้าง

"ทำไมนายถึงมาถามฉันล่ะ? ไม่ใช่ว่าเขาเล่าให้นายฟังหมดแล้วเหรอ?"

"เขาบอกแค่ว่าเจอนาย" เสียงจุนซูบ่งบอกว่าไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะพยายามข่มใจไว้ แต่ปลายนิ้วของเขาที่ขยับไปมานั้นบอกความในใจของเขาได้ดีกว่าแววตาเสียอีก

"ฉันต้องขอบคุณเขาสินะ เพราะไม่อย่างนั้นนายคงไม่ยอมชายตามองฉัน ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับนายถือว่าเป็นเกียรติจริงๆ"

จุนซูเหยียดริมฝีปากก่อนจะเผินสายตาไปที่อื่นแล้วหันมาจับจ้องผมอีกครั้ง

"ไม่ต้องประชด ถึงไม่ใช่เรื่องนี้ ฉันก็มีเรื่องอื่นจะคุยกับนายอยู่ดี"

"เอ๊ะ!"

"ฉะนั้นนายไม่ต้องขอบคุณใครหรอก แค่ตอบคำถามฉันมาก็พอ"

ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องสอบสวนอย่างไงอย่างงั้น จุนซูไต่สวนราวกับผมเป็นนักโทษเหมือนผู้ชายคนนั้นไม่มีผิด

ผมไม่ตอบว่าอะไร แต่เอื้อมมือสัมผัสปลายนิ้วของจุนซู เขาขยับนิ้วถอยจากสัมผัสของผม แต่ไม่มีท่าทางตระหนกอย่างที่ควรจะเป็น

"นายยังไม่หายเหรอ?"

"..."

"โรคกลัวการสัมผัสในที่แคบ...เขาบอกว่านายยังไม่หาย"

จุนซูหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด เขาบีบมือตัวเองแน่น ริมฝีปากเหยียดตรงจนเรียกได้ว่ายากจะมีคำใดเล็ดลอดออกมา

"ทำไมมีแค่ฉันที่สัมผัสนายได้คนเดียว นายบอกฉันได้ไหมจุนซู?"

"อย่ามาพูดอะไรไร้สาระ วันนั้นนายก็เห็นว่า..."

"ถ้านายไม่สัมผัสเขาก่อน เขาจะสัมผัสนายไม่ได้" ผมพูดแทรกโดยไม่รอให้จุนซูพูดจนจบ "ยิ่งนายพยายามทำให้ฉันเห็นว่านายมีความสุขกับการไม่มีฉันเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ฉันมั่นใจว่านายยังรักฉันอยู่....ใช่ไหม? จุนซู"

"เราจะไม่คุยเรื่องนี้อีก ยูชอน" เขาเว้นระยะเล็กน้อยแล้วพูดต่อ "ฉันบอกนายไปหมดทุกอย่างแล้ว ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้อีกต่อไป"

ทันทีที่จุนซูพูดจบ พนักงานก็นำอาหารมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ จุนซูพูดเบาๆ ว่า "กินเถอะ ฉันหิวแล้ว" ก่อนจะลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า

ผมถอนหายใจให้กับจังหวะจะโคนที่ไม่เป็นใจ แต่ก็เอาเถอะ ใช่ว่าหากพนักงานไม่เอาอาหารมาเสิร์ฟจุนซูจะยอมรับว่ารักผมอย่างนั้นแหละ

"นอกจากเรื่องนี้แล้ว...นายมีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันอีกเหรอ?" ผมเอ่ยขึ้นขณะที่อาหารของเขาและผมหมดไปเกือบครึ่งแล้ว เชื่อแล้วว่าจุนซูหิวจริงๆ เขากินซีซาร์สลัดจนเหลือแต่เบคอนกรอบและผักไม่กี่ชิ้น

"เรายังคุยเรื่องนั้นกันไม่จบ"

ทำไมมันยังไม่จบอีกวะ ผมสบถในใจ สองคนนี้จะเหมือนกันเกินไปแล้ว ประเภทวกกลับมาเรื่องเดิมเนี่ย เหมือนกันเด๊ะ

"เขาบอกนายเหรอว่าจับตัวฉันไม่ได้?" จุนซูถามตรงๆ

"ประมาณนั้น" ผมก็ตอบตรงๆ "เขามาถามฉันว่าต้องทำยังไงถึงจะรักษานายได้ เฮ้อ โคตรโหดร้ายเลยจุนซู มาถามเรื่องนี้กับฉันเนี่ย จะให้ฉันตอบว่ายังไง" ผมพูดขณะพันเส้นพาสต้าเข้ากับส้อม

"แล้วนายตอบไปว่ายังไงล่ะ?"

"เดาดูสิ"

จุนซูถอนหายใจทันทีที่ผมพูดจบ

"ช่างเถอะ ถามนายไปก็คงไม่ได้คำตอบดีๆ หรอก"

จุนซูถอดใจเรื่องเค้นคำตอบจากผมเอาง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าผู้ชายคนนั้นเล่าอะไรให้จุนซูฟังมาบ้างแล้ว ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเขารู้ดีว่าผมคงไม่ได้พูดอะไรที่ไม่สมควรออกไป หากคนรักใหม่ของจุนซูไม่ได้มีปฏิกิริยาที่แปลกหรือเปลี่ยนไป คำพูดของผมคงไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ของพวกเขานัก คิดแล้วก็เจ็บใจนิดหน่อยเหมือนกันนะ

"งั้นเรื่องต่อไปคืออะไร โอ๊ะ! ไว้ค่อยถามตอนเดินกลับดีกว่า ตอนนี้กินก่อนดีกว่าเน๊าะ" ผมพูดเองเออเองเสร็จสรรพ แล้วชวนจุนซูคุยเรื่องแจจุงต่อ

เขาเปลี่ยนเรื่องคุยตามผมอย่างว่าง่าย หรือถ้าว่าตามความจริงแล้วจุนซูเป็นฝ่ายฟังผมพูดมากกว่า เขาเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ แม้จะมีบางครั้งที่ร่างเล็กเหยียดยิ้มแล้วด่าผมว่างี่เง่าบ้างก็ตาม นั่นเป็นการแสดงความเห็นด้วยในแบบจุนซูล่ะนะ

เมื่ออาหารในแต่ละจานพร่องไปจนหมดถนนด้านนอกก็ถูกประดับกระดาด้วยแสงไฟจนเต็มสองข้างทางแล้ว ผมก้มมองดูนาฬิกาที่บอกเวลาหกโมงกว่าอย่างเสียดาย แม้ว่าเข็มสั้นจะก้าวผ่านเลข 6 ไปไม่กี่องศา แต่เพราะใกล้ฤดูหนาวแล้ว พระอาทิตย์จึงอำลาขอบฟ้าไปเร็วกว่าปกติ

ผมเรียกพนักงานเสิร์ฟมาคิดเงิน จุนซูยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ไม่เคยยอมให้ผมเลี้ยงข้าวซักมื้อ มื้อนี้ก็เหมือนกัน..อเมริกันแชร์

เราสองคนเดินออกจากร้านในเวลาที่ฟ้าด้านนอกมืดสนิด ร้านค้าเริ่มเปิดแสงไฟระยิบระยับไปตลอดฝั่งถนน จุนซูกระชับผ้าพันคอสีแดงที่ผมให้ไว้รอบต้นคออย่างคล่องแคล่ว ร่างเล็กเหลือบสายตามองผมที่อมยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะชักสีหน้าอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง

"อยากได้คืนรึเปล่า?" เขาพูดพลางยกชายผ้าพันคอขึ้น

"เปล่าๆ"

"แล้วมองทำไม?"

ผมอมยิ้ม แล้วยกมือไปลูบผ้าพันคอผืนนุ่มที่พันรอบคอจุนซู มือเรียวถือวิสาสะลูบพวงแก้มสีชมพูโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันตั้งการ์ดป้องกัน

"ก็นายน่ารัก"

จุนซูสะดุ้งเล็กน้อย แล้วปัดมือผมออกจากแก้ม เขาเหยียดริมฝีปากเป็นเส้นตรง พึมพัมประโยคเดิมๆ ว่า "เพ้อเจ้อ" ก่อนจะเดินนำหน้าผมไป

ผมยิ้มกว้าง เร่งฝีเท้าเดินข้างร่างเล็กโดยมีรอยยิ้มระบายเต็มใบหน้า

อา....มีความสุขจนจะตายแล้วเนี่ย

"นายอยากไปไหนต่อรึเปล่า? ไปร้านหนังสือไหม?"

จุนซูส่ายหน้า

"ฉันมีรายงานต้องทำ จะกลับเลย"

ผมพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

"งั้นฉันเดินไปส่งนะ"

จุนซูหันมามองหน้าผมแว่บหนึ่งแล้วเหยียดริมฝีปากเป็นเส้นตรงอีกครั้ง

"ก็ทำอยู่ไม่ใช่รึไง? พูดมากจริง"

เราสองคนเดินคู่กันไปบนถนนสายเล็กที่คราคร่ำไปด้วยนักศึกษาและวัยรุ่นที่ออกมาพบปะกันยามเย็น ผมรับประกันว่าบนถนนเส้นนนี้ไม่มีใครมีความสุขเท่าผมอีกแล้วล่ะ

------------------------------------------

"จริงสิ นายมีเรื่องจะคุยกับฉันอีกไม่ใช่เหรอ?" ผมเอ่ยขึ้นเมื่อเราสองคนเดินมาถึงประตูหน้าอพาร์ทเม้นของจุนซู ตลอดทางผมมัวแต่ชวนเขาคุยเรื่องนั่นนี่จนเกือบลืมไปว่าร่างเล็กมีเรื่องอื่นนอกจากนี้จะคุยกับผมเหมือนกัน

"ก็ไม่เชิง" จุนซูตอบเบาๆ "มีของจะให้มากกว่า"

"เอ๊ะ"

"ของอยู่บนห้อง ตามมาสิ" จุนซูพูดก่อนจะเดินนำหน้าผม เขาผลักประตูกระจกแล้วเดินเข้าไปโดยไม่รีรอ ทิ้งให้ผมเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ไวกว่าสติก็คือขาของผมนี่แหละที่เดินตามจุนซูเข้าไปในลิฟท์โดยไม่ทันได้วิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุอะไรทั้งนั้น

จุนซูไม่ได้พูดอะไรเลยตอนอยู่ในลิฟท์ กล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ พาเราสองคนมายังชั้น 23 จุนซูเดินนำไปที่หน้าห้อง เขาเสียบคีย์การ์ดอย่างคล่องแคล่ว ทันทีที่สัญญาณไฟเป็นสีเขียว เขาก็ปลดล๊อกแล้วผลักประตูเข้าไปด้านใน

"ไม่ต้องถอดโค้ทก็ได้ รอฉันหาของแป๊บเดียว"

จุนซูพูดประโยคทั่วไป แต่น้ำเสียงเหมือนสั่งมากกว่า เขาเดินนำเข้ามาในห้อง แล้วรีบรุดไปให้หาของทันทีโดยไม่ได้ถอดเสื้อโค้ทเช่นกัน ประตูบานใหญ่ปิดลงและล๊อคอัตโนมัติทันทีที่ผมปล่อยมือ

ห้องของจุนซูไม่เปลี่ยนไปเลยจากครั้งสุดท้ายที่ผมมาที่นี่ ยังคงสะอาดสะอ้าน ข้าวของจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อยสมกับเป็นห้องของคิมจุนซู แม้ก่อนหน้านั้นเขาจะสั่งราวกับไม่อยากให้ผมใช้อาหาศที่นี่หายใจแม้สักวินาทีก็เถอะ แต่พอร่างเล็กรุดไปที่โต๊ะเล็กๆ หน้าทีวี ผมก็ถือวิสาสะเดินเข้ามากลางห้องแล้ว

จุนซูหยิบซองสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาพลิกซ้ายขวาราวกับเห็นมันเป็นครั้งแรก จากนั้นก็ยื่นให้ผมโดยไม่แกะมันออก

"เขาฝากไว้ให้" จุนซูพูด

ผมรับซองเอกสารมาอย่างงงๆ มุมด้านซ้ายด้านหน้าซองมีตราประทับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศ พร้อมคำว่า "ด่วน" ติดอยู่ข้างๆ

"โครงการวิจัยฯที่แดกู...นายจะเข้าร่วมด้วยใช่ไหม?" จุนซูพูดขณะที่ผมค่อยๆ แกะเชือกสีขาวที่พันรอบๆ ตราผนึก

"นายรู้ได้ยังไง?" ผมถามด้วยความแปลกใจ  ผมเคยคิดอยู่นานว่าจะบอกเขาเกี่ยวกับโครงการนี้ดีหรือไม่ เพราะถ้าผมเข้าร่วมโครงการ ผมคงต้องหายตัวไปจากชีวิตเขาสักพักใหญ่ๆ เลยล่ะ

"บริษัทของจุนโฮเป็นคนออกทุนวิจัยให้โครงการนี้ แล้วเขาป็นคนรับผิดชอบประสานงานโครงการ เลยอยากรบกวนนายเอาเอกสารพวกนี้ไปให้อาจารย์ในวันพรุ่งนี้หน่อย"

"จุนโฮ?"

จุนซูไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้มหน้ามองนิ้วมือของผมขณะดึงออกสารออกจากซองโดยไม่พูดอะไรต่อ

โอเค...เป็นอันรู้กันว่าทำไมจุนซูถึงรู้ว่าผมจะเข้าร่วมโครงการนี้ก่อนที่ผมจะอ้าปากบอกซะอีก มีแฟนเป็นถึงผู้ประสานงานโครงการนี่นะ

ผมตรวจดูเอกสารในมือคร่าวๆ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดเชิงลึกของโครงการที่ไม่ได้เป็นความลับอะไร แต่ก็ถือเป็นเอกสารสำคัญที่อาจารย์ของผมต้องการ

ผมเก็บเอกสารใส่ซองเหมือนเดิม จุนซูยังคงยืนนิ่ง เขาไม่ถอดเสื้อโค้ทและผ้าพันคอด้วยซ้ำไป

"ไปอาทิตย์หน้าใช่ไหม? เดินทางปลอดภัยล่ะกัน"

ผมเงยหน้าจากซองเอกสาร พูดพลางยัดซองเข้าไปในเป้ "คือว่า...เรื่องนั้น..."

"ไม่มีนายมาก่อกวน ฉันคงสบายใจขึ้น หวังว่ากลับมาคราวหน้าคงทำตัวเป็นผู้เป็นคนขึ้นนะ"

ผมชะงักปลายนิ้วมือที่กำลังรูดซิปกระเป๋าเป้ ถึงแม้จะเคยชินกับถ้อยคำกระแทกแดกดันของจุนซูอยู่บ้างก็เถอะ แต่ฟังกี่ครั้งก็เจ็บทุกครั้งอยู่ดี

"เสร็จธุระแล้ว ฉันจะไปส่ง"

จุนซูเดินผ่านผม แต่ไม่ทันได้ก้าวไปไกลร่างเล็กก็ถูกวงแขนแข็งแกร่งของผมโอบกอดไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว

"ทะ...ทำอะไรน่ะ"

"นายเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันไม่มีค่าอะไรกับนายเลยเหรอจุนซู" ผมพูดพลางซุกใบหน้ากับบ่าของจุนซู

"ปล่อย...ปล่อยฉัน"

จุนซูดิ้นพล่านในอ้อมกอดของผม แต่ยิ่งดิ้น ผมยิ่งโอบรัดแน่นขึ้น ผมกดปลายจมูกแทรกหลังใบหูของจุนซู กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนผิวเด็กลอยมาปะใบหน้า แม้จะไม่หอมหวานเท่าน้ำหอมยี่ห้อดัง แต่ก็รัญจวนใจมากพอที่จะทำให้สติของผมกระเจิดกระเจิง

"ฉันรักนาย เมื่อไหร่นายจะเข้าใจ? ฉันรักนายมาก...มากที่สุด ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนาย...จุนซู"

"เพ้อเจ้ออะไรน่ะ ปล่อยฉันนะ ถ้าฉันรู้ว่านายจะเป็นบ้าขนาดนี้ ฉันไม่ยอมให้นายเข้ามาในห้องหรอก ปล่อย!!!"

ผมจรดริมฝีปากที่ซอกคอขาวของจุนซูที่โผล่พ้นผ้าพันคอสีแดงสดเพียงเล็กน้อย ผมใช้ปลายจมูกเขี่ยปอยผมด้านหน้าของเขาเบาๆ แล้วกระซิบข้างใบหู

"ฉันรักนาย อย่าทรมานฉันอีกต่อไปเลย ฉันรักนาย"

"ปะ..ปล่อยนะ ยูชอน นี่!! ปล่อยฉัน"

"จุนซู...ฉันรักนาย"

ผมกระซิบข้างหูจุนซูซ้ำๆ ราวกับร่ายมนต์ ฝ่ามือลูบไล้ไปทั่วหน้าท้องเนียนเรียบที่มีเสื้อคลุมหนาปกคลุม ลัดเลาะสะเปะสะปะจนปลายนิ้วมือเย็นเฉียบของผมสัมผัสได้ถึงอุ่นไอของผิวเนียนเรียบที่กำลังสั่นระริกอยู่เล็กน้อย

"ยะ..อย่า.."

"ฉันรักนาย"

"ปะ..ปล่อยเถอะ ฉันขอร้อง"

แผ่นหลังของจุนซูเริ่มสั่นเทิ้มจนผมรู้สึกได้ ผมค่อยๆ ประคองไหล่ทั้งสองข้าง แล้วพลิกตัวของเขาหันเข้าสู่อ้อมกอดของผม ฝ่ามือเลื่อนลงมาประคองเอวคอด ดวงตาของจุนซูตื่นตระหนก เขาจ้องมองใบหน้าของผมไม่วางตา

"ฉันเอง...ยูชอนของนายไง"

หากดวงตาของจุนซูมีระบบแสกนม่านตา ก็เท่ากับว่าตัวผมผ่านการบันทึกเรียบร้อยแล้ว เมื่อจุนซูรับรู้ได้ว่าผมคือใคร ท่าทางตื่นตระหนกเมื่อครู่ของเขาก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จุนซูก้มหน้างุดยามที่ผ่ามือของเขาแนบอยู่บนหน้าอกของผม ผมดึงจุนซูมาแนบชิดจนแทบจะหลอมละลายเป็นคนคนเดียวกัน

"ป..ปล่อย ฉันอึดอัด"

"เป็นฉันไม่ได้เหรอจุนซู อย่ารักเขาเลยนะ กลับมาหาฉันเถอะ ฉันรักนาย"

ผมซุกใบหน้ากับบ่าของจุนซูอีกครั้ง ทำให้ร่างของจุนซูราวกับจะจมหายไปในอ้อมกอดของผม

"ทำยังไง? ฉันต้องทำยังไง นายถึงจะรักฉัน ได้โปรดจุนซู ได้โปรดรักฉัน...อีกครั้งเถอะนะ"

ผมเลื่อนใบหน้าจากซอกคอของจุนซู บรรจงจูบริมฝีปากสีแดงสดของจุนซูโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว ปลายลิ้นร้อนชื้นค่อยๆ เซาะแนวฟันสวยให้เผยอรับและเปิดทางให้เข้าไปสำรวจความหวานภายใน จุนซูครางอู้อี้อย่างตัดพ้อ หากแต่ร่างกายของเขาซื่อตรงกว่านั้นนัก ทันทีที่ผมส่งลิ้นเข้าไปกอบโกยความหวาน ลิ้นของจุนซูก็เกี่ยวกระหวัดตอบรับอย่างลืมตัว

"อื้ออ ยะ..."

ผมไม่รอให้ริมฝีปากจุนซูประท้วงได้นานนัก ส่งริมฝีปากที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันท่วมท้นบดขยี้เปลี่ยนทิศทางอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนไล้เลียฟันที่เรียงสวยของจุนซูซี่ต่อซี่ โอบรัดกลีบเนื้อบางร้อนชื้นทุกซอกทุกมุม ฝ่ามือที่ประคองใบหน้าซุกไซ้ไล่ละเลียดเส้นผมของร่างเล็กอย่างอดกลั้น เร่าร้อน และรุนแรง ผมไม่ยอมละจากความหอมหวานจนกระทั่งจุนซูเริ่มหอบหนักเพราะขาดอากาศหายใจ

น้ำไสเชื่อมระหว่างริมฝีปากของเราสองคนถูกลากเชื่อมเป็นทางยาว ผมปรือตามองใบหน้าแดงก่ำของจุนซูด้วยอารมณ์ที่สุดกลั้น

"แฮ่ก...จุนซู"

จุนซูรวบรวมแรงทั้งหมดผลักผมออกจากตัว ร่างเล็กตัวสั่นและหอบหนักจากจูบที่เนิ่นนานและร้อนแรงจนแทบช่วงชิงลมหายใจที่มีไปทั้งหมด เขาก้าวเท้าถอยหลังออกจากผม กัดริมฝีปากแน่นแล้วพูดช้าๆ แต่ชัดเจน

"ออกไป"

"จุนซู...."

"ออกไปซะ"

ดวงตาของเขาแดงก่ำพอๆ กับใบหน้า ไม่นานนักหยดน้ำใสก็ร่วงหล่นอาบแก้มจรดปลายคางของใบหน้าสวย

"อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก นับจากวันนี้เราสองคนไม่รู้จักกัน!!"

--------------------------


ดราม่ายาวอีกตามเคย เฮ้อออ บอกตัวเองว่าคอมเมดี้เว้ยยย จะดราม่าอะไรนักหนา แต่มาถึงขึ้นนี้แล้ว โกออนต่อนะคะ คาดหวังว่าอีกไม่เกิน 3 ตอน เรื่องนี้น่าจะมาถึงตอนอวสาน ถึงแม้จะดูหน้าด้านไปซักหน่อย แต่ช่วยติดตามจนถึงตอนจบด้วยนะคะ ถึงอิคนแต่งมันจะชอบหายหัวไปนานๆ ก็ตามเถอะ ด่ามันได้ค่ะ ไปจิกหัวมันมาแต่งต่อได้เลยค่ะ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ เลิ

Comment

Comment:

Tweet